หัวหิน เกาะเสม็ด เกาะช้าง พัทยา ปาย เขาค้อ ที่พักหัวหิน   

ระยอง

...วันสุนทรภู่ คลิกเลย...

ระยอง > ที่พักระยอง > แผนที่ระยอง > ร้านอาหารระยอง > การเดินทางระยอง > ประวัติระยอง > เทศกาลระยอง > ของฝากระยอง


   ผลงาน สุนทรภู่ประวัติสุนทรภู่ ผลงานสุนทรภู่ ระยอง
ประวัติสุนทรภู่ ชีวประวัติสุนทรภู่ กลอนสุนทรภู่ บทกลอนสุนทรภู่ กลอนของสุนทรภู่ พระอภัยมณี นิราศภูเขาทอง นิราศเมืองแกลง สุภาษิตสอนหญิง ขุนช้างขุนแผ

สุนทรภู่

นางเงือก

ในวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณี

ผีเสื้อสมุทร

พระอภัยมณี

สุดสาคร

photos taken by webmaster thai-tour.com on 19 Feb 08

ผลงานสุนทรภู่ ประเภทนิราศมี 9 เรื่อง
1. นิราศเมืองแกลง 2350
2. นิราศพระบาท 2350
3. นิราศภูเขาทอง 2371
4. นิราศเมืองเพชร 2371-2374
5. นิราศวัดเจ้าฟ้า 2375
6. นิราศอิเหนา 2375-2378
7. นิราศสุพรรณ 2377-2380  8. รำพันพิลาป 2385
9. นิราศพระประธม 2385-2388

กลอน สุนทรภู่ วรรณกรรม นิทาน

   
แนะนำที่พัก ที่น่าสนใจ (1)
    แนะนำที่พัก ที่น่าสนใจ (2)
    แนะนำที่พัก ที่น่าสนใจ (3)

ประเภทนิทาน แยกเป็น ดังนี้
ประเภทนิทานมี ๕ เรื่อง 1. โคบุตร 2. พระอภัยมณี 3. พระไชยสุริยา 4. ลักษณะวงศ์ 5. สิงหไกรภพ
ประเภทสุภาษิตมี ๒ เรื่อง 1. สวัสดิรักษา 2. เพลงยาวถวายโอวาท
ประเภทบทละครมี ๑ เรื่อง 1. อภัยนุราช
ประเภทเสภามี ๒ เรื่อง 1. ขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม 2. พระราชพงศาวดาร
ประเภทบทเห่กล่อมมี ๔ เรื่อง 1. จับระบำ 2. กากี 3. พระอภัยมณี 4. โคบุตร

นิราศเมืองแกลง

๏ ถึงหย่อมย่านบ้านระกาดต้องลงถ่อ ค่อยลอยรอเรียงลำตามน้ำไหล
จนล่วงเข้าหัวป่าพนาลัย ล้วนเงาไม้มืดคล้ำในลำคลอง
ระวังตัวกลัวตอตะเคียนขวาง เป็นเยี่ยงอย่างผู้เฒ่าเล่าสนอง
ว่าผีสางสิงนางตะเคียนคะนอง ใครถูกต้องแตกตายลงหลายลำ
พอบอกกันยังมิทันจะขาดปาก เห็นเรือจากแจวตรงหลงถลำ
กระทบผางตอนางตะเคียนดำ ก็โคลงคว่ำล่มลงในคงคา
พวกเรือพี่สี่คนขนสยอง ก็เลยล่องหลีกทางไปข้างขวา
พ้นระวางนางรุกขฉายา ต่างระอาเห็นฤทธิ์ประสิทธิ์จริง
ขอนางไม้ไพรพฤกษ์เทพารักษ์ ขอฝากภัคนีน้อยแม่น้องหญิง
ใครสามารถชาติชายจะหมายชิง ให้ตายกลิ้งลงเหมือนตอที่ตำเรือ
จนล่วงล่องมาถึงคลองที่คับแคบ ไม่อาจแอบชิดฝั่งระวังเสือ
ด้วยครึ้มครึกพฤกษาลัดดาเครือ ค่อยรอเรือเรียงล่องมานองเนือง
ลำพูรายพรายพร้อยหิ่งห้อยจับ สว่างวับแวววามอร่ามเหลือง
เสมอเม็ดเพชรรัตน์จำรัสเรือง ค่อยประเทืองทุกข์ทัศนาชม
ถึงบางสมัครเหมือนพี่รักสมัครมาด มาแคล้วคลาดมิได้อยู่กับคู่สม
ถึงยามนอนนอนเดียวเปลี่ยวอารมณ์ จะแลชมอื่นอื่นไม่ชื่นใจ
แสนกันดารบ้านเมืองไม่แลเห็น ยะเยือกเย็นหย่อมหญ้าพฤกษาไสว
โอ้คลองเปลี่ยวพี่ก็เปล่าเศร้าฤทัย จะถึงไหนก็ไม่แจ้งแห่งสำคัญ
ประจวบจนถึงตำบลบ้านมะพร้าว พอฟ้าขาวขอบไพรเสียงไก่ขัน
เป็นที่กุมภาพาลชาญฉกรรจ์ ให้หวาดหวั่นรีบมาในสาชล
ถึงบางวัวเห็นแต่ศาลตระหง่านง้ำ ละอองน้ำค้างย้อยเป็นฝอยฝน
ดาวเดือนดับลับเมฆเป็นหมอกมน สุริยนเยี่ยมฟ้าพนาลัย
พอเรือออกนอกชะวากปากตะครอง ค่อยลอยล่องตามลำแม่น้ำไหล
ดูกว้างขวางว้างเวิ้งวิเวกใจ เป็นพงไพรฝูงนกวิหคบินฯ
   
๏ ถึงหย่อมย่านบ้านบางมังกงนั้น ดูเรียงรันเรือนเรียบชลาสินธุ์
แต่ล้วนบ้านตากปลาริมวาริน เหม็นแต่กลิ่นเน่าอบตลบไป
เห็นศาลเจ้าเหล่าเจ๊กอยู่เซ็งแซ่ ปูนทะก๋งองค์แก่ข้างเพศไสย
เกเลเอ๋ยเคยข้ามคงคาลัย ช่วยคุ้มภัยปากอ่าวเถิดเจ้านาย
พอพ้นบ้านลานแลดูปากช่อง เห็นทิวท้องสมุทรไทน่าใจหาย
แลทะเลเลี่ยนลาดล้วนหาดทราย ทั้งสามนายจัดแจงโจงกระเบน
ไปตามช่องล่องออกไปนอกรั้ว เห็นเมฆมัวลมแดงดังแสงเสน
สักประเดี๋ยวเหลียวดูลำพูเอน ยอดระเนนนาบน้ำอยู่รำไร
ป่าแสมแลเห็นอยู่ริ้วริ้ว ให้หวิวหวิววาบวับฤทัยไหว
จะหลบหลีกเข้าฝั่งก็ยังไกล คลื่นก็ใหญ่โยนเรือเหลือกำลัง
สงสารแสงแข็งข้อจนขาสั่น เห็นเรือหันโกรธบ่นเอาคนหลัง
น้ำจะพัดปัดตีไปสีชัง แล้วคุ้มคลั่งเงี่ยนยาทำตาแดง
ปลอบเจ้าพุ่มพึมพำว่ากรรมแล้ว อุตส่าห์แจวเข้าเถิดพ่อให้ข้อแข็ง
สงสารน้อยหน้าจ๋อยนั่งจัดแจง คิดจะแต่งตัวตายไม่พายเรือ
พี่แข็งขืนฝืนภาวนานิ่ง แลตลิ่งไรไรยังไกลเหลือ
เห็นเกินรอยบางปลาสร้อยอยู่ท้ายเรือ คลื่นก็เฝือฟูมฟองคะนองพราย
เห็นจวนจนบนเจ้าเขาสำมุก จงช่วยทุกข์ถึงที่จะทำถวาย
พอขาดคำน้ำขึ้นทั้งคลื่นคลาย ทั้งสามนายหน้าชื่นค่อยเฉื่อยมา
หยุดตะพานย่านกลางบางปลาสร้อย พุ่มกับน้อยสรวลสันต์ต่างหรรษา
นายแสงหายคลายโทโสที่โกรธา ชักกัญชานั่งกริ่มยิ้มละไม
แล้วหุงหาอาหารสำราญรื่น จนเที่ยงคืนขึ้นศาลาได้อาศัย
ฟังเสียงคลื่นครื้นครั่นสนั่นไป ดูมือในเมฆานภาภางค์
พี่เล็งแลดูกระแสสายสมุทร ละลิ่วสุดสายตาเห็นฟ้าขวาง
เป็นฟองฟุ้งรุ่งเรืองอยู่รางราง กระเด็นพร่างพรายพราวราวกับพลอย
เห็นคล้ายคล้ายปลาว่ายเฉวียนฉวัด ระลอกซัดสาดกระเซ็นขึ้นเต้นหยอย
ฝูงปลาใหญ่ไล่โลดกระโดดลอย น้ำก็พลอยพร่างพร่างกลางคงคาฯ
   
๏ แลทะเลแล้วก็ให้อาลัยนุช ไม่สร่างสุดโศกสิ้นถวิลหา
จนอุทัยไตรตรัสจำรัสตา เห็นเคหาเรียงรายริมชายทะเล
ดูเรือแพแต่ละลำล้วนโปะโหละ พวกเจ๊กจีนกินโต๊ะเสียงโหลเหล
บ้างลุยเลนล้วงปูดูโซเซ สมคะเนใส่ข้องเที่ยวมองคอย
อันนารีที่ยังสาวพวกชาวบ้าน ถีบกระดานถือตะกร้าเที่ยวหาหอย
ดูแคล่วคล่องล่องแล่นแฉลบลอย เอาขาห้อยทำเป็นหางไปกลางเลน
อันพวกเขาชาวประโมงไม่โหย่งหยิบ ล้วนตีนถีบปากกัดขัดเขมร
จะได้กินข้าวเช้าก็ราวเพล ดูจัดเจนโลดโผนในโคลนตม
จึงมั่งคั่งตั้งบ้านในการบาป แต่ต้องสาปเคหาให้สาสม
จะปลูกเรือนก็มิได้ใส่ปั้นลม ใครขืนทำก็ระทมด้วยเพลิงลาม
โอ้ดูเรือนเหมือนอกเราไร้คู่ ผู้ใดดูจึงไม่ออกเอี่ยมสนาม
หรือต้องสาปบาปหลังยังติดตาม ผู้หญิงงามจึงไม่มีปรานีเลย
จะรักใครเขาก็ไม่เมตตาตอบ สมประกอบได้แต่สอดกอดเขนย
เอ็นดูเขาเฝ้านึกนิยมเชย โอ้ใจเอ๋ยจะเป็นกรรมนั้นร่ำไป
พลางรำพึงถึงทางที่กลางเถื่อน จึงคล้อยเคลื่อนนาวาเข้าอาศัย
มีมิตรชายท้ายย่านเป็นบ้านไทย สำนักในคูหาขุนจ่าเมืองฯ
   
๏ ใครพบพักตร์เขาก็ทักว่าทรงซูบ จะดูรูปตัวเองก็ผอมเหลือง
ซังตายชื่นฝืนฤทัยให้ประเทือง เที่ยวชำเลืองแลชมตลาดเรียง
เป็นสองแถวแนวถนนคนสะพรั่ง บ้างยืนบ้างนั่งร้านประสานเสียง
ดูรูปร่างนางบรรดาแม่ค้าเคียง เห็นเกลี้ยงเกลี้ยงกล้องแกล้งเป็นอย่างกลาง
ขายหอยแครงแมงภู่กับปูม้า หมึกแมงดาหอยดองรองกระถาง
พวกเจ๊กจีนสินค้าเอามาวาง มะเขือคางแพะเผือกผักกาดดอง
ที่ชายผ้าหน้าถังก็เปิดโถง ล้วนเบี้ยโป่งหญิงชายมาจ่ายของ
สักยี่สิบหยิบออกเป็นกอบกอง พี่เที่ยวท่องทัศนาจนสายัณห์
ดูก็งามตามประสาพนาเวศ ไม่นวลเนตรเหมือนหนึ่งในไอศวรรย์
แต่แรมค้างบางปลาสร้อยได้สามวัน ก็ชวนกันเลยลาขุนจ่าเมือง
พอฟ้าขาวดาวเดือนลงเลื่อนลด อร่ามรถสุริยาเวหาเหลือง
จากเคหาชลนาพี่นองเนือง ขืนประเทืองปล้ำทุกข์มาตามทาง
พอพ้นบ้านลานแลล้วนทุ่งเลี่ยน หนทางเตียนตัดเข้าภูเขาขวาง
ดูกรวดทรายพรายงามเหมือนเงินราง หยาดน้ำค้างข้อหลุมที่ขุมควาย
ดูสีขาวราวกับน้ำตาลโตนด ที่หว่างโขดขอบผาศิลาฉลาย
ริมทางเถื่อนเรือนเหย้ามีรายราย เห็นฝูงควายปล่อยเกลื่อนอยู่กลางแปลง
ถึงหมองมนมีตำบลชื่อบ้านไร่ เขาถากไม้ทุกประเทศทุกเขตแขวง
ต้องเดินเฉียงเลี่ยงลัดตัดทแยง ตามนายแสงนำทางไปกลางไพร
กำดัดแดดแผดร้อนทุกขุมขน ไม่มีต้นพฤกษาจะอาศัย
ล้วนละแวกแฝกคาป่ารำไร จนสุดไร่เลียบริมทะเลมา
ตะวันคล้อยหน่อยหนึ่งถึงบางพระ ดูระยะบ้านนั้นก็แน่นหนา
พอพบเรือนเพื่อนชายชื่อนายมา เขาโอภาต้อนรับให้หลับนอนฯ

แนะนำที่พัก ที่น่าสนใจ (1)

บ้านเพคาบาน่า

 สถานที่ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว
   
ท่องเที่ยว
206/1-2 หมู่ 3 ต.แกลง อ.แกลง โทร. 02-1641001 To 6 ราคาห้องพักเริ่มต้นที่ 1,700 - 2,300 บาท + อาหารเช้า Bari Lamai
 สถานที่ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว
   
ท่องเที่ยว
เพิ่งเปิด ปี 51
บูติครีสอร์ท ติดชายหาด

124/2 หมุ่.6 แหลมแม่พิมพ์ อ.แกลง
ระยองชาเล่ต์
 สถานที่ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว
  Rayong Chalet Hotel, Rayong  
ท่องเที่ยว
4/32 หมู่ 3 ถ.เพ-แกลง-กร่ำ ต.ชากพง อ.แกลง โทร. 02-1641001 To 6 ระยองออคิด
 สถานที่ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว
  Rayong Orchid Hotel  
ท่องเที่ยว
011 ซ.ราษฎร์บำรุง ถ.สุขุมวิท ต.เนินพระ กรุงเทพฯ โทร. 02-1641001 To 6 จำนวน 150 ห้อง ราคา 1,200-2,800 บาท
ทรายแก้วบีช
 สถานที่ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว
  Saikaew Beach Resort, Koh Samet, Rayong  
ท่องเที่ยว
หมู่ 4  ต.เพ โทร. 02-1641001 To 6 จำนวน 38 ห้อง ราคา 2900-7600 บาท

 

โนโวเทลริมเพ ระยอง
 สถานที่ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว
  โนโวเทล ริมเพ ระยอง  
ท่องเที่ยว
4/5 หมู่ 3 ถ.เพ-แกลง-กร่ำ ต.ซากพง อ.แกลง โทร. 02-1641001 To 6 จำนวน 189 ห้อง ราคา 3,061-6,356 บาท

Brookside Valley

 สถานที่ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว
  Brookside Valley Resort - Rayong  
ท่องเที่ยว
129 หมู่ 5 อ.เมือง โทร. 02-1641001 To 6 ราคา 1,800 - 5,500 บาท ภูริมาศ บีช โฮเต็ล
 สถานที่ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว
  Purimas Beach Hotel, Baan Chang - Resorts & Hotels in Rayong  
ท่องเที่ยว
34 ถ.พยูน-น้ำริน  กรุงเทพฯ โทร. 02-1641001 To 6 จำนวน 79 ห้อง ราคา 2,560-5,200 บาท


นิราศพระบาท

๏ ถึงเกาะเกิดเกิดเกาะขึ้นกลางน้ำ เหมือนเกิดกรรมเกิดราชการหลวง
จึงเกิดโศกขัดขวางขึ้นกลางทรวง จะตักตวงไว้ก็เติบกว่าเกาะดิน
รำพึงพายตามสายกระแสเชี่ยว ยิ่งแสนเปลี่ยวเปล่าในฤทัยถวิล
สักครู่หนึ่งก็มาถึงบางเกาะอิน กระแสสินธุ์สายชลเป็นวนวัง
อันเท็จจริงสิ่งนี้ไม่รู้แน่ ได้ยินแต่ยุบลแต่หนหลัง
ว่าที่เกาะบางอออินเป็นถิ่นวัง กษัตริย์ครั้งครองศรีอยุธยา
พาสนมออกมาชมคณานก ก็เรื้อรกรั้งร้างเป็นทางป่า
อันคำแจ้งกับเราแกล้งสังเกตตา ก็เห็นน่าที่จะแน่กระแสความ
แต่เดี๋ยวนี้มีไม้ก็ตายโกร๋น ทั้งเกิดโจรจระเข้ให้คนขาม
โอ้ฉะนี้แก้วพี่เจ้ามาตาม จะวอนถามย่านน้ำพี่ร่ำไปฯ
   
๏ ถึงเกาะพระที่ระยะสำเภาล่ม เภตราจมอยู่ในแควกระแสไหล
ถึงเกาะเรียนโอ้เรียมยิ่งเกรียมใจ ที่เพื่อนไปเขาก็โจษกันกลางเรือ
ว่าคุ้งหน้าท่าเสือข้ามกระแส พี่แลแลหาเสือไม่เห็นเสือ
ถ้ามีจริงก็จะวิ่งลงจากเรือ อุทิศเนื้อให้เป็นภักษ์พยัคฆา
ไม่เคยตายเขาบ่ายนาวาล่อง เข้าในคลองตะเคียนให้โหยหา
ระยะย่านบ้านช่องในคลองมา ล้วนภาษาพวกแขกตะนีอึง
ดูหน้าตาก็ไม่น่าจะชมชื่น พี่แข็งขืนอารมณ์ทำก้มขึง
ที่เพื่อนเราร้องหยอกมันออกอึง จนเรือถึงปากช่องคลองตะเคียนฯ
   
๏ เห็นวัดวาอารามตามตลิ่ง ออกแจ้งจริงเหลือจะจำในคำเขียน
พระเจดีย์ดูกลาดดาษเดียร การเปรียญโบสถ์กุฏิ์ชำรุดพัง
ถึงวัดธารมาใหม่ใจระย่อ ของพระหน่อสุริย์วงศ์พระวังหลัง
อุตส่าห์ทรงศรัทธามาประทัง อารามรั้งหรือมางามอร่ามทอง
สังเวชวัดธารมาที่อาศัย ถึงสร้างใหม่ชื่อยังธาระมาหมอง
เหมือนทุกข์พี่ถึงจะมีจินดาครอง มงกุฎทองสร้อยสะอิ้งมาใส่กาย
อันตัวงามยามนี้ก็ตรอมอก แสนวิตกมาตามแควกระแสสาย
ถึงคลองสระปทุมานาวาราย น่าใจหายเห็นศรีอยุธยา
ทั้งวังหลวงวังหลังก็รั้งรก เห็นนกหกซ้อแซ้บนพฤกษา
ดูปราสาทราชวังเป็นรังกา ดังป่าช้าพงชัฏสงัดคนฯ
   
๏ อนิจจาธานินสิ้นกษัตริย์ เหงาสงัดเงียบไปดังไพรสณฑ์
แม้กรุงยังพรั่งพร้อมประชาชน จะสับสนแซ่เสียงทั้งเวียงวัง
มโหรีปี่กลองจะก้องกึก จะโครมครึกเซ็งแซ่ด้วยแตรสังข์
ดูพาราน่าคิดอนิจจัง ยังได้ฟังแต่เสียงสกุณา
ทั้งสองฝั่งแฝกแขมแอร่มรก ชะตาตกสูญสิ้นพระชันษา
แต่ปู่ย่ายายเราท่านเล่ามา เมื่อแรกศรีอยุธยายังเจริญ
กษัตริย์สืบสุริย์วงศ์ดำรงโลก ระงับโศกสุขสุดจะสรรเสริญ
เราเห็นยับยังแต่รอยก็พลอยเพลิน เสียดายเกิดมาเมื่อเกินน่าน้อยใจ
กำแพงรอบขอบคูก็ดูลึก ไม่น่าศึกอ้ายพม่าจะมาได้
ยังให้มันข้ามเข้าเอาเวียงชัย โอ้อย่างไรเหมือนบุรีไม่มีชาย
หรือธานินสิ้นเกณฑ์จึงเกิดยุค ไพรีรุกรบได้ดังใจหมาย
เหมือนทุกวันแล้วไม่คัณนาตาย ให้ใจหายหวั่นหวั่นถึงจันทร์ดวงฯ
   
๏ พี่ดูใจค่ายนอกออกหนักแน่น ดังเขตแคว้นคูขอบนครหลวง
ไม่เห็นจริงใจนางในกลางทรวง ชายทะลวงเข้ามาบ้างจะอย่างไร
ขอเทเวศร์เขตสวรรค์ชั้นดุสิต ดลใจมิตรอย่าให้เหมือนกับกรุงใหญ่
ให้เหมือนกรุงเราทุกวันไม่พรั่นใคร นั่นแลใจเห็นจะครองกับน้องนานฯ
   
๏ สุริยนเย็นสนธยาย่ำ ประทับลำเรือเรียงเคียงขนาน
เขาเรียกวัดแม่นางปลื้มลืมรำคาญ ใครขนานชื่อหนอได้ต่อมา
ช่างแปลงโศกให้เราปลื้มพอลืมรัก จะรู้จักคุณจริงไม่แกล้งว่า
พลพายนายไพร่บรรดามา หุงข้าวหาฟืนใส่ก่อไฟฮือ
พี่ตันอกตกยากจากสถาน เห็นอาหารหวนทอดใจใหญ่หือ
ค่อยขืนเคี้ยวข้าวคำสักกำมือ พอกลืนครือคอแค้นดังขวากคม
จะเจือน้ำซ้ำแสบในทรวงเสียว มีเค็มเปรี้ยวกล้ำกลืนก็ขื่นขม
กินประทับแต่พอรับกับโรคลม ครั้นค่ำพรมน้ำค้างอยู่พร่างพราย
ก็แรมรอนนอนวัดแม่นางปลื้ม พี่ไม่ลืมอาลัยให้ใจหาย
ทั้งไพร่นายนอนกลาดบนหาดทราย พงศ์นารายณ์นรินทร์วงศ์ที่ทรงญาณ
บรรทมเรือพระที่นั่งบังวิสูตร เขารวบรูดรอบดีทั้งสี่ด้าน
ครั้นรุ่งเช้าราวโมงหนึ่งนานนาน จัดแจงม่านให้เคลื่อนนาวาคลาฯ
   
๏ เข้าลำคลองหัวรอตอระดะ ดูเกะกะรอร้างทางพม่า
เห็นรอหักเหมือนหนึ่งรักพี่รอรา แต่รอท่ารั้งทุกข์มาตามทาง
พอเลี้ยวแหลมถึงท่าศาลาเกวียน ตลิ่งเตียนแลโล่งดังคนถาง
พี่ตั้งตาหาเกวียนสองข้างทาง หมายจะจ้างบรรทุกไปท่าเรือ
แต่ทุกข์รักก็เห็นหนักถนัดอก ถึงสักหกเจ็ดเกวียนก็เจียนเหลือ
แต่โศกรักมาจนหนักในลำเรือ เฝ้าเติมเจือไปทุกคุ้งรำคาญครันฯ
   
๏ ถึงบ่อโพงถ้ามีโพงจะผาสุก จะโพงทุกข์เสียให้สิ้นที่โศกศัลย์
นี่แลแลก็เห็นแต่ตลิ่งชัน ถึงปากจั่นตละเตือนให้ตรอมใจ
โอ้นามน้องหรือมาพ้องกับชื่อบ้าน ลืมรำคาญแล้วมานึกรำลึกได้
ถึงบางระกำโอ้กรรมระยำใจ เคราะห์กระไรจึงมาร้ายไม่วายเลย
ระกำกายมาถึงท้ายระกำบ้าน ระกำย่านนี่ก็ยาวนะอกเอ๋ย
โอ้คนผู้เขาช่างอยู่อย่างไรเลย หรืออยู่เคยความระกำทุกค่ำคืนฯ
   
๏ ถึงคุ้งแคว้นแดนพระนครหลวง ยิ่งโศกทรวงเสียใจให้สะอื้น
โอ้อกเอ๋ยยังจะไปอีกหลายคืน กว่าจะชื่นแทบช้ำระกำกาย
ถึงแม่ลาเมื่อเรามาก็ลาแม่ แม่จะแลแลหาไม่เห็นหาย
จะถามข่าวเช้าเย็นไม่เว้นวาย แต่เจ้าสายสุดใจมิได้มา
ถึงอรัญญิกยามแดดแผดพยับ เสโทซับซาบโทรมทั้งนาสา
ถึงตะเคียนด้วนด่วนรีบนาวามา ถึงศาลาลอยแลลิงโลดใจ
เงื้อมตลิ่งงิ้วงามตระหง่านยอด ระกะกอดเกะกะกิ่งไสว
พยุยวบกิ่งเยือกเขยื้อนใบ ถึงวังตะไลเห็นบ้านละลานแล
ถึงบ้านขวางที่ทางนาวาจอด เรือตลอดแลหลามตามกระแส
ถึงท่าเรือเรือยัดกันอัดแอ ดูจอแจจอดริมตลิ่งชุม
ที่หน้าท่ารารับประทับหยุด อุตลุดขนของขึ้นกองสุม
เสบียงใครใครนั่งระวังคุม พร้อมชุมนุมแน่นหน้าศาลารีฯ
   
๏ ฝ่ายพระหน่อสุริย์วงศ์ทรงสิกขา ขึ้นศาลาโสรจสรงวารีศรี
ข้างพวกเราเฮฮาลงวารี แต่โดยดีใจตนด้วยพ้นพาย
อุระเรียมเกรียมตรมอารมณ์ร้อน ระอาอ่านอกใจมิใคร่หาย
แลตลิ่งวิงหน้านัยน์ตาพราย หัวไหล่ตายตึงยอกตลอดตัว
ได้พึ่งเพื่อนเหมือนญาติเมื่อยามเข็ญ เขานวดเคล้นให้บ้างก็ยังชั่ว
พระอาทิตย์มืดมิดเข้าเมฆมัว ฟ้าสลัวแดดดับพยับไพร
กองคเชนทร์เกณฑ์ช้างยี่สิบเชือก มาจัดเลือกกองหมอขึ้นคอไส
ที่เดินดีขี่กูบไม่แกว่งไกว วิสูตรใส่สองข้างเป็นช้างทรง
แล้วผ่อนเกณฑ์กองช้างไว้กลางทุ่ง เวลารุ่งจะเสด็จขึ้นไพรระหง
ที่สี่เวรเกณฑ์กันไว้ล้อมวง พระจอมพงศ์อิศยมบรรทมพลันฯ

 

นิราศวัดเจ้าฟ้า

นิราศวัดเจ้าฟ้า  เป็นนิราศเชิงผจญภัยที่สนุกสนานมากอีกเรื่องหนึ่ง  หากเปรียบเทียบกับนิราศสุพรรณที่มีการผจญภัย  เสาะหาแร่ปรอท และยาอายุวัฒนะเหมือนกันแล้ว ในความเห็นของข้าพเจ้า เรื่องนี้ท่านสุนทรภู่แต่งได้ออกรสชาติกว่ามาก ลางทีจะเป็นเพราะแต่งเป็นกลอน  ซึ่งเป็นงานถนัดของท่านก็เป็นได้ สันนิษฐานกันว่า ท่านแต่งเรื่องนี้ขึ้นในราวปี พ.ศ.๒๓๗๕  ถึงแม้จะขึ้นต้นแสดงตน เป็นเณรหนูพัด แต่ด้วยสำนวนกลอน  ผู้รู้ทุกท่านกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า สำนวนกลอนของท่านสุนทรภู่แท้ๆ  และเนื่องจากการแสดงตนเป็นหนูพัด  ท่านจึงสามารถแสดงความคิดเห็นและความรู้สึกต่างๆ ได้มากกว่า  ซึ่งอาจเป็นเหตุให้นิราศเรื่องนี้สนุกยิ่งขึ้นก็ได้

วัดเจ้าฟ้าอากาศฯ ในนิราศเรื่องนี้ ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่า คือวัดใดในปัจจุบัน  เส้นการเดินทางของท่านสุนทรภู่ เมื่อไปถึงอยุธยาแล้ว ได้แวะนมัสการหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง  แล้วเลยไปวัดใหญ่ชัยมงคลเพื่อค้นหาพระปรอท ก่อนจะออกเดินเท้าไปยังวัดเจ้าฟ้าอากาศฯ ทั้งการค้นหาพระปรอท และวิธีการขุดเอายาอายุวัฒนะ แสดงให้เห็นว่า พระสุนทรภู่ต้องเรียนทางด้านอาคมไสยเวทย์มาไม่น้อย


 

 ๏ เณรหนูพัดหัดประดิษฐ์คิดอักษร

 

เป็นเรื่องความตามติดท่านบิดร

กำจัดจรจากนิเวศเชตุพน

พอออกเรือเมื่อตะวันสายัณห์ย่ำ

ละอองน้ำค้างย้อยเป็นฝอยฝน

ตะลึงเหลียวเปลี่ยวเปล่าเมื่อคราวจน

ไม่มีคนเกื้อหนุนกรุณา

โอ้ธานีศรีอยุธย์มนุษย์แน่น

นับโกฏิแสนสาวแก่แซ่ภาษา

จะหารักสักคนพอปนยา

ไม่เห็นหน้านึกสะอื้นฝืนฤทัย

เสียแรงมีพี่ป้าหม่อมน้าสาว

ล้วนขาวขาวคำหวานน้ำตาลใส

มายามยืดจืดเปรี้ยวไปเจียวใจ

เหลืออาลัยลมปากจะจากจรฯ

 

 

๏ ถึงวัดระฆังบังคมบรมธาตุ

แทบพระบาทบุษบงองค์อัปสร

ไม่ทันลับกัปกัลป์พุทธันดร

พระด่วนจรสู่สวรรคครรไล

ละสมบัติขัตติยาทั้งข้าบาท

โอ้อนาถนึกน่าน้ำตาไหล

เป็นสูญลับนับปีแต่นี้ไป

เหลืออาลัยแล้วที่พระมีคุณ

ถึงจนยากบากมาเป็นข้าบาท

ไม่ขัดขาดข้าวเกลือช่วยเกื้อหนุน

ทรงศรัทธากล้าหาญในการบุญ

โอ้พระคุณขาดยศทั้งงดงาม

แม้นตกยากพรากพลัดไปขัดข้อง

พัดกับน้องหนูตาบจะหาบหาม

นี่จนใจในป่าช้าพนาราม

สุดจะตามเสด็จได้ดังใจจง

ขออยู่บวชกรวดน้ำสุรามฤต

อวยอุทิศผลผลาอานิสงส์

สนองคุณพูนสวัสดิ์ขัตติย์วงศ์

เป็นรถทรงสู่สถานวิมานแมน

มีสุรางค์นางขับสำหรับกล่อม

ล้วนเนื้อหอมน้อมเกล้าอยู่เฝ้าแหน

เสวยรมย์โสมนัสไม่ขัดแคลน

เป็นของแทนทานาฝ่าละออง

พระคุณเอ๋ยเคยทำนุอุปถัมภ์

ได้อิ่มหนำค่ำเช้าไม่เศร้าหมอง

แม้นทูลลามากระนี้ทั้งพี่น้อง

ไหนจะต้องตกยากลำบากกาย

นี่สิ้นบุญทูลกระหม่อมจึงตรอมอก

ต้องระหกระเหินไปน่าใจหาย

เห็นที่ปลงทรงสูญยังมูลทราย

แสนเสียดายดังจะดิ้นสิ้นชีวัน

ทั้งหนูตาบกราบไหว้ร้องไห้ว่า

จะคมลาลับไปในไพรสัณฑ์

เคยเวียนเฝ้าเกล้าจุกให้ทุกวัน

สารพันพึ่งพาไม่อนาทรฯ

 

 

๏ ถึงปากง่ามนามบอกบางกอกน้อย

ยิ่งเศร้าสร้อยทรวงน้องดังต้องศร

เหมือนน้อยทรัพย์ลับหน้านิราจร

ไปแรมรอนราวไพรใจรัญจวน

เคยชมเมืองเรืองระยับจะลับแล้ว

ไปชมแถวทุ่งนาล้วนป่าสวน

เคยดูดีพี่ป้าหน้านวลนวล

จะว่างเว้นเห็นล้วนแต่มอมแมม

เคยชมชื่นรื่นรสแป้งสดสะอาด

จะชมหาดเห็นแต่จอกกับดอกแขม

โอ้ใจจืดมืดเหมือนเมื่อเดือนแรม

ไม่เยื้อนแย้มกลีบกลิ่นให้ดิ้นโดย

เสียดายดวงพวงผกามณฑาทิพย์

เห็นลิบลิบแลชวนให้หวนโหย

เพราะห่วงพุ่มภุมรินไม่บินโบย

จะร่วงโรยรสสิ้นกลิ่นผกาฯ

 

 

๏ ถึงบางพรมพรหมมีอยู่สี่พักตร์

คนรู้จักแจ้งจิตทุกทิศา

ทุกวันนี้มีมนุษย์อยุธยา

เป็นร้อยหน้าพันหน้ายิ่งกว่าพรหม

โอ้คิดไปใจหายเสียดายรัก

เหมือนเกรียกจักแจกซีกกระผีกผม

จึงเจ็บอกฟกช้ำระกำตรม

เพราะลิ้นลมล่อลวงจะช่วงใช้ฯ

 

 

๏ ถึงบางจากน้องไม่มีที่จะจาก

โอ้วิบากกรรมสร้างแต่ปางไหน

เผอิญหญิงชิงชังน่าคลั่งใจ

จะรักใคร่เขาไม่มีปรานีเลย

ถึงบางพลูพลูใบใส่ตะบะ

ถวายพระเพราะกำพร้านิจจาเอ๋ย

แม้นมีใครใจบุญที่คุ้นเคย

จะได้เชยพลูจีบหมากดิบเจียน

นี่จนใจได้แต่ลมมาชมเล่น

เปรียบเหมือนเช่นฉากฉายพอหายเหียน

แม้นเห็นรักจักได้ตามด้วยความเพียร

ฉีกทุเรียนหนามหนักดูสักคราวฯ

 

 

๏ ถึงบางอ้อคิดจะใคร่ได้ไม้อ้อ

ทำแพนซอเสียงแจ้วเที่ยวแอ่วสาว

แต่ยังไม่เคยเชยโฉมประโลมลาว

สุดจะกล่าวกล่อมปลอบให้ชอบใจ

ถึงบางซ่อนซ่อนเงื่อนไม่เยื้อนแย้ม

ถึงหนามแหลมเหลือจะบ่งที่ตรงไหน

โอ้บางเขนเวรสร้างไว้ปางใด

จึงเข็ญใจจนไม่มีที่จะรัก

เมื่อชาติหน้ามาเกิดในเลิศโลก

ประสิทธิโชคชอบฤทัยทั้งไตรจักร

กระจ้อยร่อยกลอยใจวิไลลักษณ์

ให้สาวรักสาวกอดตลอดไปฯ

 

 

๏ ตลาดแก้วแล้วแต่ล้วนสวนสล้าง

เป็นชื่ออ้างออกนามตามวิสัย

แม้นขายแก้วแววฟ้าที่อาลัย

จะซื้อใส่บนสำลีประชีรอง

ประดับเรือนเหมือนหนึ่งเพชรสำเร็จแล้ว

ถนอมแก้วกลอยใจมิให้หมอง

ไม่เหมือนนึกตรึกตราน้ำตานอง

เห็นแต่น้องหนูแนบแอบอุราฯ

 

 

๏ ถึงวัดตั้งฝั่งสมุทรพระพุทธร้าง

ว่าท่านวางไว้ให้คิดปริศนา

แม้นแก้ไขไม่ออกเอาที่ตอกตา

นึกก็น่าใคร่หัวเราะจำเพาะเป็น

จะคิดมั่งยังคำที่ร่ำบอก

จะไปตอกที่ตรงไหนก็ไม่เห็น

ดูลึกซึ้งถึงจะคิดก็มิดเม้น

พอยามเย็นยอแสงแฝงโพยมฯ

 

 

๏ ถึงวัดเขียนเหมือนหนึ่งเพียรเขียนอักษร

กลกลอนกล่าวกล่อมถนอมโฉม

เดชะชักรักลักลอบปลอบประโลม

ขอให้โน้มน้อมจิตสนิทใน

ถึงคลองบางขวางบางศรีทองมองเขม้น

ไม่แลเห็นศรีทองที่ผ่องใส

แม้นทองคำธรรมดาจะพาไป

นี่มิใช่ศรีทองเป็นคลองบาง

พอลมโบกโศกสวนมาหวนหอม

เหมือนโศกตรอมตรึกตรองมาหมองหมาง

ถึงบางแวกแยกคลองเป็นสองทาง

เหมือนจืดจางใจแยกไปแตกกัน

ตลาดขวัญขวัญฉันนี้ขวัญหาย

ใครเขาขายขวัญหรือจะซื้อขวัญ

แม้นขวัญฟ้าหน้าอ่อนเหมือนท่อนจันทน์

จะรับขวัญเช้าเย็นไม่เว้นวาง

ถึงบางขวางขวางอื่นสักหมื่นแสน

ถึงต่างแดนดงดอนสิงขรขวาง

จะตามไปให้ถึงห้องประคองคาง

แต่ขัดขวางขวัญความขามระคาย

เห็นสวาทขาดทิ้งกิ่งสนัด

เป็นรอยตัดต้นสวาทให้ขาดสาย

สวาทพี่นี้ก็ขาดสวาทวาย

แสนเสียดายสายสวาทที่ขาดลอย

เห็นรักน้ำพร่ำออกทั้งดอกผล

ไม่มีคนรักรักมาหักสอย

เป็นรักเปล่าเศร้าหมองเหมือนน้องน้อย

เที่ยวล่องลอยเรือรักจนหนักเรือฯ

 

 

๏ ถึงบ้านบางธรณีแล้วพี่จ๋า

แผ่นสุธาก็ไม่ไร้ไม้มะเขือ

เขากินหมูหนูพัดจะกัดเกลือ

ไม่ถ่อเรือแหหาปลาตำแบ

ถึงปากเกร็ดเตร็ดเตร่มาเร่ร่อน

เที่ยวสัญจรตามระลอกเหมือนจอกแหน

มาถึงเกร็ดเขตมอญสลอนแล

ลูกอ่อนแอ้อุ้มจูงพะรุงพะรัง

ดูเรือนไหนไม่เว้นเห็นลูกอ่อน

ไม่หยุดหย่อนอยู่ไฟจนไหม้หลัง

ไม่ยิ่งยอดปลอดเปล่าเหมือนชาววัง

ล้วนเปล่งปลั่งปลื้มใจมาไกลตาฯ

 

 

๏ พอออกคลองล่องลำแม่น้ำวก

เห็นนกหกเหินร่อนว่อนเวหา

กระทุงทองล่องเลื่อนค่อยเคลื่อนคลา

ดาษดาดอกบัวขาวคลัวเคลีย

นกกาน้ำดำปลากระสาสูง

เป็นฝูงฝูงเข้าใกล้มันไปเสีย

นกยางขาวเหล่านกยางมีหางเปีย

ล้วนตัวเมียหมดสิ้นทั้งดินแดน

ถึงเดือนไข่ไปลับแลเมืองแม่ม่าย

ขึ้นไข่ชายเขาโขดนับโกฏิแสน

พอบินได้ไปประเทศทุกเขตแคว้น

คนทั้งแผ่นดินมิได้ไข่นกยาง

โอ้นึกหวังสังเวชประเภทสัตว์

ต้องขาดขัดคู่ครองจึงหมองหมาง

เหมือนอกชายหมายมิตรคิดระคาง

มาอ้างว้างอาทะวาเอกากายฯ

 

 

๏ ถึงบ้านลาวเห็นแต่ลาวพวกชาวบ้าน

ล้วนหูยานอย่างบ่วงเหมือนห่วงหวาย

ไม่เหมือนลาวชาวกรุงที่นุ่งลาย

ล้วนกรีดกรายหยิบหย่งทรงสำอาง

ถึงบางพูดพูดมากคนปากหมด

มีแต่ปดเป็นอันมากเขาถากถาง

พี่พูดน้อยค่อยประคิ่นลิ้นลูกคาง

เหมือนหญิงช่างฉอเลาะปะเหลาะชายฯ


แนะนำที่พัก ที่น่าสนใจ (2)

เกาะมันนอกรีสอร์ท

 สถานที่ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว
   
ท่องเที่ยว
โทร./โทรสาร 02-1641001 To 6สำรองที่พักกรุงเทพฯ บังกาโล 26 ห้อง 
(แพคเกจ) 2 วัน 1 คืน 2,590 บาท ต่อคน ถ้า 3 วัน 2 คืน 4,990 บาทต่อคน  ราคาแพคเกจ รวมค่าอาหาร ที่พัก และประกันภัย (ถ้าจองที่นี่) รับประกันถูกที่สุด...
พี.เอ็ม.วาย.บีชรีสอร์ท
 สถานที่ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว
  PMY Beach Resort, Saengchan Beach  
ท่องเที่ยว
147/394 ถ.เลียบชายฝั่ง ซอย 3 ต.เนินพระ กรุงเทพฯ โทร. 02-1641001 To 6 จำนวน 215 ห้อง ราคา 1,400-3,900 บาท
Palmeraie
 สถานที่ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว
   
ท่องเที่ยว
177 หมู่ 1 บ้านเพ ระยอง โทร สำนักงานไทยทัวร์ 02-1641001 To 6 ราคา1690++-6030++บาท ปารดี รีสอร์
 สถานที่ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว
   
ท่องเที่ยว
76 หมู่ 4 ตำบลเพ อำเภอเมือง แกลง ระยอง เกาะเสม็ด ราคา 11,600  - 19,000 บาท  โทรสายด่วน 02- 1641001 To 6 (เจ้าของเดียวกับ เลอวิมาน)
villa bali resort
 สถานที่ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว
  villa bali resort  
ท่องเที่ยว
308 หมู่ 3 ถ.เมืองแกลง อ.แกลง โทร. 02 164 1001 To 6 ราคา 1,250-1,550 บาท

 

นิมมานรดี
 สถานที่ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว
   
ท่องเที่ยว
อ่าวปะการัง เกาะเสม็ด ต.เพ โทร. 01-4378565  โทร. (สนง ไทยทัวร์) 02-1641001 To 6 บังกะโล 11 หลัง ราคา 2,500- 5,000 บาท

เลอวิมาน

 สถานที่ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว
  Le Vimarn Cottages, Ao Prao  
ท่องเที่ยว
40/11 หมู่ 4, ต.เพ, อ.เมือง จ.ระยอง 21160 โทร.02-1641001 To 6 ราคา 4,700-5,300 บาท มาลิบูการ์เด้นรีสอร์ท
 สถานที่ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว
  Malibu Garden Resort, Samet Island  
ท่องเที่ยว
77 หมู่ 4 ต.เพ โทร. 02 1641001 To 6 (สนง ไทยทัวร์ กทม) บังกะโล 24 หลัง ราคา 800-2,200 บาท มีสระว่ายน้ำ


นิราศภูเขาทอง

นิราศภูเขาทอง ได้รับยกย่องว่าเป็นนิราศเรื่องเยี่ยมที่สุดของท่านสุนทรภู่ ท่านแต่งเรื่องนี้ เมื่อครั้งเดินทางไปนมัสการเจดีย์ภูเขาทอง ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คาดว่าไปในราวปี พ.ศ.๒๓๗๑ หลังจากเกิดมีเรื่องมีราวที่วัดราชบูรณะฯ ขณะนั้นท่าน มีอายุราว ๔๒ ปี

นิราศเรื่องนี้ไม่ยาวนัก แต่พร้อมไปด้วยกระบวนกลอนอันไพเราะ และแง่คิดสำหรับการดำรงชีวิต อาจเป็นด้วยท่านสุนทรภู่ได้บวชมาหลายพรรษาแล้ว และได้ตระหนักถึงความเป็นจริงของชีวิตมากขึ้น เส้นทางเดินทางจะคล้ายกับนิราศ พระบาท เพราะออกจากพระนครทวนแม่น้ำขึ้นไปทางเหนือ ขอให้สังเกตความเปรียบเทียบในนิราศภูเขาทองกับนิราศพระบาท ซึ่งท่านแต่งขึ้นเมื่อรุ่นหนุ่มอายุเพียง ๒๑ ปีว่า ท่านสุนทรภู่คิดเห็นสุขุมขึ้นอย่างไร

นอกจากนี้ แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคตไปหลายปีแล้วก็ตาม แต่ความจงรักภักดีของท่านสุนทรภู่ ในพระองค์ก็มิได้เสื่อมคลายไปแม้แต่น้อย ด้วยท่านยังคร่ำครวญรำพันถึงพระองค์อยู่ตลอดการเดินทางในนิราศเรื่องนี้


 
๏ เดือนสิบเอ็ดเสร็จธุระพระวสา  
รับกฐินภิญโญโมทนา ชุลีลาลงเรือเหลืออาลัย
ออกจากวัดทัศนาดูอาวาส เมื่อตรุษสารทพระวสาได้อาศัย
สามฤดูอยู่ดีไม่มีภัย มาจำไกลอารามเมื่อยามเย็น
โอ้อาวาสราชบุรณะพระวิหาร แต่นี้นานนับทิวาจะมาเห็น
เหลือรำลึกนึกน่าน้ำตากระเด็น เพราะขุกเข็ญคนพาลมารานทาง
จะยกหยิบธิบดีเป็นที่ตั้ง ก็ใช้ถังแทนสัดเห็นขัดขวาง
จึ่งจำลาอาวาสนิราศร้าง มาอ้างว้างวิญญาณ์ในสาครฯ
   
๏ ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด คิดถึงบาทบพิตรอดิศร
โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น
พระนิพพานปานประหนึ่งศีรษะขาด ด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ
ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา
จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งส่วนบุญถวาย ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา
เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไปฯ
   
๏ ถึงหน้าแพแลเห็นเรือที่นั่ง คิดถึงครั้งก่อนมาน้ำตาไหล
เคยหมอบรับกับพระจมื่นไวย แล้วลงในเรือที่นั่งบัลลังก์ทอง
เคยทรงแต่งแปลงบทพจนารถ เคยรับราชโองการอ่านฉลอง
จนกฐินสิ้นแม่น้ำแลลำคลอง มิได้ข้องเคืองขัดหัทยา
เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตลบ ละอองอบรสรื่นชื่นนาสา
สิ้นแผ่นดินสิ้นรสสุคนธา วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์ฯ
   
๏ ดูในวังยังเห็นหอพระอัฐิ ตั้งสติเติมถวายฝ่ายกุศล
ทั้งปิ่นเกล้าเจ้าพิภพจบสกล ให้ผ่องพ้นภัยสำราญผ่านบุรินทร์ฯ
   
๏ ถึงอารามนามวัดประโคนปัก ไม่เห็นหลักลือเล่าว่าเสาหิน
เป็นสำคัญปันแดนในแผ่นดิน มิรู้สิ้นสุดชื่อที่ลือชา
ขอเดชะพระพุทธคุณช่วย แม้นมอดม้วยกลับชาติวาสนา
อายุยืนหมื่นเท่าเสาศิลา อยู่คู่ฟ้าดินได้ดังใจปอง
ไปพ้นวัดทัศนาริมท่าน้ำ แพประจำจอดรายเขาขายของ
มีแพรผ้าสารพัดสีม่วงตอง ทั้งสิ่งของขาวเหลืองเครื่องสำเภาฯ
   
๏ ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย
ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ สรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย
ถึงสุราพารอดไม่วอดวาย ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไป
ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืนฯ
   
๏ ถึงบางจากจากวัดพลัดพี่น้อง มามัวหมองม้วนหน้าไม่ฝ่าฝืน
เพราะรักใคร่ใจจืดไม่ยืดยืน จึงต้องขืนในพรากมาจากเมือง
ถึงบางพลูคิดถึงคู่เมื่ออยู่ครอง เคยใส่ซองส่งให้ล้วนใบเหลือง
ถึงบางพลัดเหมือนพี่พลัดมาขัดเคือง ทั้งพลัดเมืองพลัดสมรมาร้อนรน
ถึงบางโพธิ์โอ้พระศรีมหาโพธิ์ ร่มริโรธรุกขมูลให้พูนผล
ขอเดชะอานุภาพพระทศพล ให้ผ่องพ้นภัยพาลสำราญกายฯ
   
๏ ถึงบ้านญวนล้วนแต่โรงแลสะพรั่ง มีข้องขังกุ้งปลาไว้ค้าขาย
ตรงหน้าโรงโพงพางเขาวางราย พวกหญิงชายพร้อมเพรียงมาเมียงมอง
จะเหลียวกลับลับเขตประเทศสถาน ทรมานหม่นไหม้ฤทัยหมอง
ถึงเขมาอารามอร่ามทอง พึ่งฉลองเลิกงานเมื่อวานซืนฯ
   
๏ โอ้ปางหลังครั้งสมเด็จพระบรมโกศ มาผูกโบสถ์ก็ได้มาบูชาชื่น
ชมพระพิมพ์ริมผนังยังยั่งยืน ทั้งแปดหมื่นสี่พันได้วันทา
โอ้ครั้งนี้มิได้เห็นเล่นฉลอง เพราะตัวต้องตกประดาษวาสนา
เป็นบุญน้อยพลอยนึกโมทนา พอนาวาติดชลเข้าวนเวียน
ดูน้ำวิ่งกลิ้งเชี่ยวเป็นเกลียวกลอก กลับกระฉอกฉาดฉันฉวัดเฉวียน
บ้างพลุ่งพลุ่งวุ้งวงเหมือนกงเกวียน ดูเปลี่ยนเปลี่ยนคว้างคว้างเป็นหว่างวน
ทั้งหัวท้ายกรายแจวกระชากจ้วง ครรไลล่วงเลยทางมากลางหน
โอ้เรือพ้นวนมาในสาชล ใจยังวนหวังสวาทไม่คลาดคลาฯ
   
๏ ตลาดแก้วแล้วไม่เห็นตลาดตั้ง สองฟากฝั่งก็แต่ล้วนสวนพฤกษา
โอ้รินรินกลิ่นดอกไม้ใกล้คงคง เหมือนกลิ่นผ้าแพรดำร่ำมะเกลือ
เห็นโศกใหญ่ใกล้น้ำระกำแฝง ทั้งรักแซงแซมสวาทประหลาดเหลือ
เหมือนโศกพี่ที่ระกำก็ซ้ำเจือ เพราะรักเรื้อแรมสวาทมาคลาดคลาย
ถึงแขวงนนท์ชลมารคตลาดขวัญ มีพ่วงแพแพรพรรณเขาค้าขาย
ทั้งของสวนล้วนแต่เรือเรียงราย พวกหญิงชายชุมกันทุกวันคืนฯ
   
๏ มาถึงบางธรณีทวีโศก ยามวิโยคยากใจให้สะอื้น
โอ้สุธาหนาแน่นเป็นแผ่นพื้น ถึงสี่หมื่นสองแสนทั้งแดนไตร
เมื่อเคราะห์ร้ายกายเราก็เท่านี้ ไม่มีที่พสุธาจะอาศัย
ล้วนหนามเหน็บเจ็บแสบคับแคบใจ เหมือนนกไร้รังเร่อยู่เอกาฯ
   
๏ ถึงเกร็ดย่านบ้านมอญแต่ก่อนเก่า ผู้หญิงเกล้ามวยงามตามภาษา
เดี๋ยวนี้มอญถอนไรจุกเหมือนตุ๊กตา ทั้งผัดหน้าจับเขม่าเหมือนชาวไทย
โอ้สามัญผันแปรไม่แท้เที่ยง เหมือนอย่างเยี่ยงชายหญิงทิ้งวิสัย
นี่หรือจิตคิดหมายมีหลายใจ ที่จิตใครจะเป็นหนึ่งอย่าพึงคิดฯ
   
๏ ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจาฯ
   
๏ ถึงบ้านใหม่ใจจิตก็คิดอ่าน จะหาบ้านใหม่มาดเหมือนปรารถนา
ขอให้สมคะเนเถิดเทวา จะได้ผาสุกสวัสดิ์จำกัดภัย
ถึงบางเดื่อโอ้มะเดื่อเหลือประหลาด บังเกิดชาติแมลงหวี่มีในไส้
เหมือนคนพาลหวานนอกย่อมขมใน อุปไมยเหมือนมะเดื่อเหลือระอา
ถึงบางหลวงเชิงรากเหมือนจากรัก สู้เสียศักดิ์สังวาสพระศาสนา
เป็นล่วงพ้นรนราคราคา ถึงนางฟ้าจะมาให้ไม่ไยดีฯ
   
๏ ถึงสามโคกโศกถวิลถึงปิ่นเกล้า พระพุทธเจ้าหลวงบำรุงซึ่งกรุงศรี
ประทานนามสามโคกเป็นเมืองตรี ชื่อปทุมธานีเพราะมีบัว
โอ้พระคุณสูญลับไม่กลับหลัง แต่ชื่อตั้งก็ยังอยู่เขารู้ทั่ว
โอ้เรานี้ที่สุนทรประทานตัว ไม่รอดชั่วเช่นสามโคกยิ่งโศกใจ
สิ้นแผ่นดินสิ้นนามตามเสด็จ ต้องเที่ยวเตร็ดเตร่หาที่อาศัย
แม้นกำเนิดเกิดชาติใดใด ขอให้ได้เป็นข้าฝ่าธุลี
สิ้นแผ่นดินขอให้สิ้นชีวิตบ้าง อย่ารู้ร้างบงกชบทศรี
เหลืออาลัยใจตรมระทมทวี ทุกวันนี้ก็ซังตายทรงกายมาฯ
 

นิราศเมืองเพชร

นิราศเมืองเพชร เป็นนิราศที่เป็นปริศนา สำหรับนักศึกษางานของท่านสุนทรภู่ ด้วยไม่ทราบว่าท่านแต่งนิราศเรื่องนี้เมื่อใด และท่านไปเมืองเพชรด้วยเหตุใด สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีความเห็นว่า ท่านสุนทรภู่แต่งนิราศเรื่องนี้เมื่อครั้งกลับเข้ารับราชการ อยู่ในพระอุปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านน่าจะออกเดินทางในหน้าหนาว ปีพ.ศ.๒๓๘๘ โดยอาสาพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้ามานั่นเอง และนิราศเรื่องนี้คงเป็นเรื่องสุดท้ายของท่าน เรื่องธุระของท่านนั้นค่อนข้างแน่ ความตอนหนึ่งในนิราศกล่าวถึงธุระของท่านเพียงสองวรรคเท่านั้น คือ

"ที่ธุระจะใคร่ได้ใจนิยม เขารับสมปรารถนาสามิภักดิ์"

นอกจากเรื่องที่ท่านจะไปเมืองเพชรด้วยเหตุใดแล้ว ยังมีกรณีที่น่าสนใจที่ท่านอาจารย์ล้อม เพ็งแก้ว แห่งวิทยาลัยครูเพชรบุรี ได้นำเสนอว่า สุนทรภู่น่าจะมีบรรพบุรุษเป็นชาวเมืองเพชรอีกด้วย

การเดินทางไปเมืองเพชรครั้งนี้ คงเป็นครั้งที่สองของท่าน ตามที่ผู้จัดทำเชื่อว่า ท่านน่าจะเคยหนีความเศร้ามาจากกรุงเทพฯ เมื่อครั้งยังหนุ่ม ด้วยในคราวนี้ ท่านได้พรรณนาถึงความหลังไว้หลายแห่งด้วยกัน เช่นเมื่อเสร็จธุระแล้ว ท่านยังไม่อยากกลับกรุงเทพฯ โดยบอกว่า

"จะกลับหลังยังมิได้ดังใจชั่ว ต้องไปทั่วบ้านเรือนเพื่อนรู้จัก"
"เมื่อเป็นบ้ามาคนเดียวเที่ยวสำนัก เขารับรักรู้คุณกรุณา"

เมื่อหนีมาหลายปี สงบจิตใจได้แล้ว ท่านจึงได้กลับไปกรุงเทพฯ อีกครั้ง ดังนี้

"แต่เดือนสี่ปีระกานิราร้าง ไปอยู่บางกอกไกลกันใจหาย"

น่าจะเป็นปีระกา พ.ศ.๒๓๕๖ ก่อนท่านเข้ารับราชการสามปี ซึ่งท่านได้เข้าร่วมกับคณะละครนายบุญยัง

 

 ๏ โอ้รอนรอนอ่อนแสงพระสุริย์ฉาย  
ท้องฟ้าคล้ำน้ำค้างลงพร่างพราย พระพายชายชื่นเชยรำเพยพาน
อนาถหนาวคราวอาสาเสด็จ ไปเมืองเพชรบุรินที่ถิ่นสถาน
ลงนาวาหน้าวัดนมัสการ อธิษฐานถึงคุณกรุณา
ช่วยชุบเลี้ยงเพียงชนกที่ปกเกศ ถึงต่างเขตของประสงค์คงอาสา
จึงจดหมายรายทางกลางคงคา แต่นาวาเลี้ยวล่องเข้าคลองน้อยฯ
   
๏ ได้เห็นแต่แพแขกที่แปลกเพศ ขายเครื่องเทศเครื่องไทยได้ใช้สอย
ถึงวัดหงส์เห็นแต่หงส์เสาธงลอย เป็นหงส์ห้อยห่วงธงใช่หงส์ทอง
ถึงวัดพลับลับลี้เป็นที่สงัด เห็นแต่วัดสังข์กระจายไม่วายหมอง
เหมือนกระจายพรายพลัดกำจัดน้อง มาถึงคลองบางลำเจียกสำเหนียกนาม
ลำเจียกเอ๋ยเคยชื่นระรื่นรส ต้องจำอดออมระอาด้วยหนาหนาม
ถึงคลองเตยเตยแตกใบแฉกงาม คิดถึงยามปลูกรักมักเป็นเตย
จนไม่มีที่รักเป็นหลักแหล่ง ต้องคว้างแคว้งคว้าหานิจจาเอ๋ย
โอ้เปลี่ยวใจไร้รักที่จักเชย ชมแต่เตยแตกหนามเมื่อยามโซ
ถึงบางหลวงล่วงล่องเข้าคลองเล็ก ล้วนบ้านเจ๊กขายหมูอยู่อักโข
เมียขาวขาวสาวสวยล้วนรายโป หัวอกโอ้อายใจมิใช่เล็ก
ไทยเหมือนกันครั้นว่าขอเอาหอห้อง ต้องขัดข้องแข็งกระด้างเหมือนอย่างเหล็ก
มีเงินงัดคัดง้างเหมือนอย่างเจ๊ก ถึงลวดเหล็กลนร้อนอ่อนละไมฯ
   
๏ ถึงวัดบางนางชีมีแต่สงฆ์ ไม่เห็นองค์นางชีอยู่ที่ไหน
หรือหลวงชีมีบ้างเป็นอย่างไร คิดจะใคร่แวะหาปรึกษาชี
ก็มืดค่ำอำลาทิพาวาส เลยลีลาศล่วงทางกลางวิถี
ถึงวัดบางนางนองแม้นน้องมี มาถึงที่ก็จะต้องนองน้ำตา
ตัวคนเดียวเที่ยวเล่นไม่เป็นห่วง แต่เศร้าทรวงสุดหวังที่ฝั่งฝา
ที่เห็นเห็นเป็นแต่ปะได้ประดา ก็ลอบรักลักลาคิดอาลัย
จะแลเหลียวเปลี่ยวเนตรเป็นเขตสวน มะม่วงพรวนหมากมะพร้าวสาวสาวไสว
พฤกษาออกดอกลูกเขาปลูกไว้ หอมดอกไม้กลิ่นกลบอบละอองฯ
   
๏ โอ้รื่นรื่นชื่นเชยเช่นเคยหอม เคยถนอมนวลปรางมาหมางหมอง
ถึงบางหว้าอารามนามจอมทอง ดูเรืองรองรุ่งโรจน์ที่โบสถ์ราม
สาธุสะพระองค์มาทรงสร้าง เป็นเยี่ยงอย่างไว้ในภาษาสยาม
ในพระโกศโปรดปรานประทานนาม โอรสราชอารามงามเจริญ
มีเขื่อนรอบขอบคูดูพิลึก กุฏิตึกเก๋งกุฏิ์สุดสรรเสริญ
ที่ริมน้ำทำศาลาไว้น่าเพลิน จนเรือเดินมาถึงทางบางขุนเทียน
โอ้เทียนเอ๋ยเคยแจ้งแสงสว่าง มาหมองหมางมืดมิดตะขวิดตะเขวียน
เหมือนมืดในใจจนต้องวนเวียน ไม่ส่องเทียนให้สว่างหนทางเลยฯ
   
๏ บางประทุนเหมือนประทุนได้อุ่นจิต พอป้องปิดเป็นหลังคานิจจาเอ๋ย
หนาวน้ำค้างพร่างพรมลมรำเพย ได้พิงเขนยนอนอุ่นประทุนบังฯ
   
๏ ถึงคลองขวางบางระแนะแวะข้างขวา ใครหนอมาแนะแหนกันแต่หลัง
ทุกวันนี้วิตกเพียงอกพัง แนะให้มั่งแล้วก็เห็นจะเป็นการฯ
   
๏ ถึงวัดไทรไทรใหญ่ใบชอุ่ม เป็นเซิงซุ้มสาขาพฤกษาศาล
ขอเดชะพระไทรซึ่งชัยชาญ ช่วยอุ้มฉานไปเช่นพระอนิรุธ
ได้ร่วมเตียงเคียงนอนแนบหมอนหนุน พออุ่นอุ่นแล้วก็ดีเป็นที่สุด
จะสังเวยหมูแนมแก้มมนุษย์ เทพบุตรจะได้ชื่นทุกคืนวันฯ
   
๏ ถึงบางบอนบอนที่นี่มีแต่ชื่อ เขาเลื่องลือบอนข้างบางยี่ขัน
อันบอนต้นบอนน้ำตาลย่อมหวานมัน แต่ปากคันแก้ไขมิใคร่ฟังฯ
   
๏ ถึงวัดกกรกร้างอยู่ข้างซ้าย เป็นรอยรายปืนพม่าที่ฝาผนัง
ถูกทะลุปรุไปแต่ไม่พัง แต่โบสถ์ยังทนปืนอยู่ยืนนาน
แม้นมั่งมีมิให้ร้างจะสร้างฉลอง ให้เรืองรองรุ่งโรจน์โบสถ์วิหาร
ด้วยที่นี่ที่เคยตั้งโขลนทวาร ได้เบิกบานประตูป่าพนาลัยฯ
   
๏ โอ้อกเอ๋ยเลยออกประตูป่า กำดัดดึกนึกน่าน้ำตาไหล
จะเหลียวหลังสั่งสาราสุดาใด ก็จนใจด้วยไม่มีไมตรีตรึง
ช่างเป็นไรไพร่ผู้ดีก็มิรู้ ใครแลดูเราก็นึกรำลึกถึง
จะปรับไหมได้หรือไม่อื้ออึง เป็นที่พึ่งพาสนาพอพาใจ
โอ้นึกนึกดึกเงียบยะเยียบอก เห็นแต่กกกอปรงเป็นพงไสว
ลดาวัลย์พันพุ่มชอุ่มใบ เรไรไพเราะร้องซ้องสำเนียง
เสียงกรอดเกรียดเขียดกบเข้าขบเขี้ยว เหมือนกรับเกรี้ยวกรอดกรีดวะหวีดเสียง
หริ่งหริ่งแร่แม่ม่ายลองไนเรียง แซ่สำเนียงหนาวในใจรำจวน
เหมือนดนตรีปี่ป่าประสายาก ทั้งสองฟากฟังให้อาลัยหวน
ดังขับขานหวานเสียงสำเนียงนวล เมื่อโอดครวญคราวฟังให้วังเวงฯ
   
๏ ถึงศีรษะกระบือเป็นชื่อบ้าน ระยะย่านยุงชุมรุมข่มเหง
ทั้งกุมภากล้าหาญเขาพานเกรง ให้วังเวงวิญญาณ์เอกากาย
ถึงศิษย์หามาตามเมื่อยามเปลี่ยว เหมือนมาเดียวแดนไพรน่าใจหาย
ถึงศีรษะละหานเป็นย่านร้าย ข้างฝั่งซ้ายแสมดำเขาทำฟืน
ถึงโคกขามคร้ามใจได้ไต่ถาม โคกมะขามดอกมิใช่อะไรอื่น
ไม่เห็นแจ้งแคลงทางเป็นกลางคืน ยิ่งหนาวชื้นช้ำใจมาในเรือ
ถึงย่านซื่อสมชื่อด้วยซื่อสุด ใจมนุษย์เหมือนกระนี้แล้วดีเหลือ
เป็นป่าปรงพงพุ่มดูครุมเครือ เหมือนซุ้มเสือซ่อนร้ายไว้ภายใน
ถึงบ้านขอมลอมฟืนดูดื่นดาษ มีอาวาสวัดวาที่อาศัย
ออกชะวากปากชลามหาชัย อโณทัยแย้มเยี่ยมเหลี่ยมพระเมรุฯ
   
๏ ข้างฝั่งซ้ายชายทะเลเป็นลมคลื่น นภางค์พื้นเผือดแดงดังแสงเสน
แม่น้ำกว้างว้างเวิ้งเป็นเชิงเลน ลำพูเอนอ่อนทอดยอดระย้า
หยุดประทับยับยั้งอยู่ฝั่งซ้าย แสนสบายบังลมร่มรุกขา
บรรดาเรือเหนือใต้ทั้งไปมา คอยคงคาเกลื่อนกลาดไม่ขาดคราว
บ้างหุงต้มงมงายทั้งชายหญิง บ้างแกงปิ้งปากเรียกกันเพรียกฉาว
เสียงแต่ตำน้ำพริกอยู่กริกกราว เหมือนเสียงส้าวเกราะโกร่งที่โรงงานฯ
   
๏ เห็นฝูงลิงวิ่งตามกันสอสอ มาคอยขอโภชนากระยาหาร
คนทั้งหลายชายหญิงทิ้งให้ทาน ต่างลนลานล้วงได้เอาไพล่พลิ้ว
เวทนาวานรอ่อนน้อยน้อย กระจ้อยร่อยกระจิริดจิดจีดจิ๋ว
บ้างเกาะแม่แลโลดกระโดดปลิว ดูหอบหิ้วมิให้ถูกตัวลูกเลยฯ
   
๏ โอ้พ่อแม่แต่ชั้นลิงไม่ทิ้งบุตร เพราะแสนสุดเสน่หานิจจาเอ๋ย
ที่ลูกอ่อนป้อนนมนั่งชมเชย กระไรเลยแลเห็นน่าเอ็นดู
แต่ลิงใหญ่อ้ายทโมนมันโลนเหลือ จนชาวเรือเมินหมดด้วยอดสู
ทั้งลิงเผือกเทือกเถามันเจ้าชู้ ใครแลดูมันนักมันยักคิ้ว
บ้างกระโดดโลดหาแต่อาหาร ได้สมานยอดแสมพอแก้หิว
เขาโห่เกรียวประเดี๋ยวใจก็ไพล่พลิ้ว กลับชี้นิ้วให้ดูอดสูตาฯ

แนะนำที่พักที่น่าสนใจ (3)
Kanary bay
 สถานที่ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว
   
ท่องเที่ยว
50 ต. ปากน้ำ อ. เมือง โทร 02-1641001 To 6 ราคา1,600-3,750 บาท ระยองรีสอร์ท
 สถานที่ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว
  Rayong Resort  
ท่องเที่ยว
186 หมู่ 1 ต.เพ  กรุงเทพฯ โทร 02-1641001 To 6 จำนวน 167 ห้อง ราคา 3,933-12,000 บาท
หินสวยน้ำใส รีสอร์ท
 สถานที่ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว
  Hinsuay Namsai Hotel & Resort  
ท่องเที่ยว
250 หมู่ 2 ต.ซากพง อ.แกลง  กรุงเทพฯ โทร. 02-1641001 To 6 จำนวน 62 ห้อง ราคา 2,590-14,214 บาท เสม็ดคลิฟ
 สถานที่ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว
  Samed Cliff Resort  
ท่องเที่ยว
100 หมู่ 4 ต.เพ อ.เมือง จ.ระยอง 21160 โทร. 02-1641001 To 6  บังกะโล 24 หลัง ราคา 1,500-2,500 บาท
ทรายแก้ววิลล่า
 สถานที่ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว
  Saikaew Villa Resort  
ท่องเที่ยว
59 หมู่ 4 ตำบลเพ โทร.02-1641001  To 6  จำนวน 100 ห้อง ราคา 700-4,900 บาท  หมู่บ้านทะเล
 สถานที่ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว
  Moo Baan Talay, Koh Samet, Hotels & Resorts, Rayong  
ท่องเที่ยว
1/8 หมู่ 4 ต.เพ โทร.02-164-1001 To 6  บังกะโล มีสระว่ายน้ำ ราคา 3,500-5,000 บาท มีบริการเรือรับส่ง

เสม็ดคลับ รีสอร์ท

 สถานที่ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว
   
ท่องเที่ยว
25 หมู่ 4 ต.เพ อ.เมือง เกาะเสม็ด ระยอง 21160 ราคา 2,000 - 3,300 บาท รวมอาหารเช้า 2 ท่าน และค่าเรือไป-กลับ, กิจกรรม อาทิ, พายเรือคยัค, สระว่ายน้ำ สำรองห้องพัก โทร. 02-164-1001 To 6 . อ่าวพร้าวรีสอร์ท
 สถานที่ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว
  Ao Prao Resort  
ท่องเที่ยว
292/2 หมู่ 2 ต.เพ อ.เมือง จ.ระยอง 21160 โทร.02-164-1001 To 6   บังกะโล 22 หลัง ราคา 2,000-6,400 บาท (เจ้าของเดียวกับ เลอวิมาน)

 

นิราศพระประธม

๏ พอจวนรุ่งฝูงนกวิหคร้อง ประสานซ้องเซ็งแซ่ดังแตรสังข์
กระเหว่าหวานขานเสียงสำเนียงดัง เหมือนชาววังหวีดเสียงสำเนียงนวล
อโณทัยไตรตรัสจำรัสแสง กระจ่างแจ้งแจ่มฟ้าพฤกษาสวน
หอมดอกไม้หลายพรรณให้รัญจวน เหมือนกลิ่นนวลน้ำกุหลาบซึ่งซาบทรวง
โอ้บุปผาสารพัดที่กลัดกลีบ ครั้นรุ่งรีบบานงามไม่ห้ามหวง
ให้ชื่นชุ่มภุมรินสิ้นทั้งปวง ได้ซาบทรวงเสาวรสไม่อดออม
แต่ดอกฟ้าส่าหรีเจ้าพี่เอ๋ย มิหล่นเลยละให้หมู่แมงภู่สนอม
จะกลัดกลิ่นสิ้นรสเพราะมดตอม จนหายหอมแลกลอกเหมือนดอกกลอยฯ
   
๏ ถึงวัดสักเหมือนพึ่งรักที่ศักดิ์สูง สูงกว่าฝูงเขาเหินเห็นเกินสอย
แม้นดอกฟ้าคลาเคลื่อนหล่นเลื่อนลอย จะได้คอยเคียงรับประคับประคอง
บางขนุนขุนกองมีคลองกว้าง ว่าเดิมบางชื่อถนนเขาขนของ
เป็นเรื่องหลังครั้งคราวท้าวอู่ทอง แต่คนร้องเรียกเฟือนไม่เหมือนเดิม
สุดาใดได้เพื่อนอย่าเฟือนพี่ เหมือนมณีนพรัตน์ฉัตรเฉลิม
อันน้ำในใจรักช่วยตักเติม ให้พูนเพิ่มพิศวาสอย่าคลาดคลาย
บางนายไกรไกรทองอยู่คลองนี้ ชื่อจึงมีมาทุกวันเหมือนมั่นหมาย
ไปเข่นฆ่าชาละวันให้พลันตาย เป็นยอดชายเชี่ยวชาญการวิชา
ได้ครอบครองสองสาวชาวพิจิตร สมสนิทนางตะเข้เสน่หา
เหมือนตัวพี่นี้ได้ครองแต่น้องยา จะเกื้อหน้าพางามขึ้นครามครัน
ถึงคลองขวางบางระนกโอ้อกพี่ แม้นปีกมีเหมือนหนึ่งนกจะผกผัน
ไปอุ้มแก้วแววตาพาจรัล มาด้วยกันกับทั้งคู่ที่อยู่ริม
คงร่วมเรือเมื่อว่าตื่นสะอื้นอ้อน จะคอยช้อนโฉมอุ้มไม่หยุมหยิม
ให้แย้มสรวลชวนเสบยเฝ้าเชยชิม กว่าจะอิ่มอกแอบแนบนิทรา
บางคูเวียงเสียงเงียบเซียบสงัด เป็นจังหวัดเวียงสวนล้วนพฤกษา
ดูรูปนางบางคูเวียงเหมือนเหนียงนา ไม่เหมือนหน้านางนั่งในวังเวียง
เห็นโรงหีบหนีบอ้อยเขาคอยป้อน มีคนต้อนควายตวาดไม่ขาดเสียง
เห็นน้ำอ้อยย้อยรางที่อ่างเรียง โอ้พิศเพียงชลนาพี่จาบัลย์
อันลำอ้อยย่อยยับเหมือนกับอก น้ำอ้อยตกเหมือนน้ำตาพี่กว่าขัน
เขาโหมไฟในโรงโขมงควัน เหมือนอ้นอั้นอกกลุ้มรุมระกำ
โอ้น้ำในใจคนเหมือนต้นอ้อย ข้างปลายกร่อยชืดชิมไม่อิ่มหนำ
ต้องหันหีบหนีบแตกให้แหลกลำ นั่นแลน้ำจึงจะหวานเพราะจานเจือฯ
   
๏ ถึงบางม่วงง่วงจิตคิดถึงม่วง ต้องจากทรวงเสียใจอาลัยเหลือ
มะม่วงงอมหอมหวนเหมือนนวลเนื้อ มิรู้เบื่อบางม่วงเหมือนดวงใจ
เห็นต้นรักหักโค่นต้นสนัด เป็นรอยตัดรักขาดให้หวาดไหว
เหมือนตัดรักหักสวาทขาดอาลัย ด้วยเห็นใจเจ้าเสียแล้วเจ้าแก้วตาฯ
   
๏ ถึงบางใหญ่ให้จอดทอดประทับ เข้าเทียบกับกิ่งรักไม่พักหา
เมื่อกินข้าวเขาก็หักใบรักมา จิ้มปลาร้าลองดูด้วยอยู่ริม
อร่อยนักรักอ่อนปลาช่อนย่าง เปรียบเหมือนนางเนื้อนุ่มที่หยุมหยิม
อยากรู้จักรักใคร่พึ่งได้ชิม ชอบแต่จิ้มปลาร้าจึงพารวย
โอ้รักต้นคนรักเขาหักให้ ไม่พักได้เด็ดรักไม่พักฉวย
แต่รักน้องต้องประสงค์ถึงงงงวย ใครไม่ช่วยชักนำให้กล้ำกลืนฯ
   
๏ เสพอาหารหวานคาวเมื่อคราวยาก ล้วนของฝากเฟื่องฟูค่อยชูชื่น
แต่มะแป้นแกนในจะไปคืน ของอื่นอื่นอักโขล้วนโอชา
เห็นสิ่งของน้องรักฟักจันอับ แช่อิ่มพลับผลชิดเป็นปริศนา
พี่จรจากฝากชิดสนิทมา เหมือนแก้วตาตามติดมาชิดเชื้อ
แผ่นขนุนวุ้นแท่งของแห้งสิ้น แต่ละชิ้นชูใจอาลัยเหลือ
ได้ชื่นชิมอิ่มหนำทั้งลำเรือ เพราะน้องเนื้อนพคุณกรุณาฯ
   
๏ แล้วเข้าทางบางใหญ่ครรไลล่อง ไปตามคลองเคลื่อนคล้อยละห้อยหา
เห็นสิ่งไรในจังหวัดรัถยา สะอื้นอาลัยถึงคะนึงนวล
แม้นแก้วตามาเห็นเหมือนเช่นนี้ จะยินดีด้วยดอกไม้ที่ในสวน
ไม่แจ้งนามถามพี่จะชี้ชวน ชมลำดวนดอกส้มต้นนมนาง
ที่ริมน้ำง้ำเงื้อมจะเอื้อมหัก เอายอดรักให้น้องเมื่อหมองหมาง
ไม่เหมือนหมายสายสวาทมาขาดกลาง โอ้อ้างว้างวิญญาณ์ในสาครฯ
   
๏ บางกระบือเห็นกระบือเหมือนชื่อบ้าน แสนสงสารสัตว์นาฝูงกาสร
ลงปลักเปลือกเกลือกเลนระเนนนอน เหมือนจะร้อนรนร่ำทุกค่ำคืน
โอ้อกพี่นี้ก็ร้อนเพราะศรรัก ถึงฝนสักแสนห่าไม่ฝ่าฝืน
แม้นเหมือนรสพจมานเมื่อวานซืน จะชูชื่นใจพี่ด้วยปรีดิ์เปรม
โอ้เปรียบชายคล้ายนกวิหคน้อย จะเลื่อนลอยลงสรงกับหงส์เหม
ได้ใกล้เคียงเรียงริมจะอิ่มเอม แสนเกษมสุดสวาทไม่คลาดคลายฯ
   
๏ ถึงคลองย่านบ้านบางสุนัขบ้า เหมือนขี้ข้านอกเจ้าเฉาฉงาย
เป็นบ้าจิตคิดแค้นด้วยแสนร้าย ใครใกล้กรายเกลียดกลัวทุกตัวคนฯ
   
๏ ถึงลำคลองช่องกว้างชื่อบางโสน สะอื้นโอ้อ้างว้างมากลางหน
โสนออกดอกระย้าริมสาชล บ้างร่วงหล่นแลงามเมื่อยามโซ
แต่ต้นเบาเขาไม่ใช้เช่นใจหญิง เบาจริงจริงเจียวใจเหมือนไม้โสน
เห็นตะโกโอ้แสนแค้นตะโก ถึงแสนโซสิ้นคิดไม่ติดตาม
พอสุดสวนล้วนแต่เหล่าเถาสวาด ขึ้นพ้นพาดเพ่งพิศให้คิดขาม
ชื่อสวาดพาดเพราะเสนาะนาม แต่ว่าหนามรกระชะกะกาง
สวาดต้นคนต้องแล้วร้องอุ่ย ด้วยรุกรุยรกเรื้อรังเสือสาง
จนชั้นลูกถูกต้องเป็นกองกลาง เปรียบเหมือนอย่างลูกสวาทศรียาตรา
ริมลำคลองท้องทุ่งดูวุ้งเวิ้ง ด้วยน้ำเจิ่งจอกผักขึ้นหนักหนา
ดอกบัวเผื่อนเกลื่อนกลาดดาษดา สันตะวาสายติ่งต้นลินจงฯ
   
๏ ถึงบ้านใหม่ธงทองริมคลองลัด ที่หน้าวัดเห็นเขาปักเสาหงส์
ขอความรักหนักแน่นให้แสนตรง เหมือนคันธงแท้เที่ยงอย่าเอียงเอน
ได้ชมวัดศรัทธาสาธุสะ ไหว้ทั้งพระปฏิมามหาเถร
นาวาล่องคล่องแคล่วเขาแจวเจน เฟือยระเนนน้ำพร่างกระจ่างกระจาย
ดูชาวบ้านพรานปลาทำลามก เที่ยวดักนกยิงเนื้อมาเถือขาย
เป็นทุ่งนาป่าไม้รำไรราย พวกหญิงชายชาวเถื่อนอยู่เรือนโรงฯ
   
๏ ที่ริมคลองสองฝั่งเขาตั้งบ้าน น่าสำราญเรียงรันควันโขมง
ถึงชะวากปากช่องชื่อคลองโยง เป็นทุ่งโล่งลิบลิ่วหวิวหวิวใจ
มีบ้านช่องสองฝั่งชื่อบางเชือก ล้วนตมเปือกเปอะปะสวะไสว
ที่เรือน้อยลอยล่องค่อยคล่องไป ที่เรือใหญ่โป้งโล้งต้องโยงควาย
เวทนากาสรสู้ถอนถีบ เขาตีรีบเร่งไปน่าใจหาย
ถึงแสนชาติจะมาเกิดกำเนิดกาย อย่าเป็นควายรับจ้างที่ทางโยงฯ


นิราศสุพรรณ

นิราศสุพรรณแต่งขึ้นในราวปี พ.ศ.๒๓๗๔ ในระหว่างที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดสระเกศ วัตถุประสงค์ในการเดินทางคือเพื่อหาแร่ชนิดหนึ่ง ที่สามารถนำมาแปรธาตุชนิดอื่นได้ พูดง่ายๆ คือท่าน "เล่นแร่แปรธาตุ" นั่นเอง

นิราศเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องเดียวของท่านที่แต่งเป็นโคลง ทำนองจะลบคำสบประมาทว่าท่านแต่งได้แต่เพียงกลอน ในนิราศเรื่องนี้ เราจะพบท่านสุนทรภู่แต่งโคลงกลบทไว้หลายต่อหลายรูปแบบ และโคลงที่มีสัมผัสในเหมือนอย่างกลอนที่ไม่เหมือนใครอีกด้วย นอกจากนี้ยังพบว่า ท่านสุนทรภู่ใช้คำเอกโทษ โทโทษ เปลืองที่สุด ด้วยหมายจะคงความหมายดังที่ต้องการ ส่วนการรักษารูปโคลงเป็นเพียงเรื่องรอง ทำให้ได้รสชาติในการอ่านโคลงไปอีกแบบหนึ่ง เพราะต้องเดาด้วยว่าท่านต้องการจะเขียนคำว่าอะไร

การเดินทางครั้งนี้เหนื่อยยากหนักหนาแทบจะเอาชีวิตไม่รอด สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรกลับมา ท่านได้เขียนเตือนบุตรหลานทั้งหลาย ในโคลงก่อนบทสุดท้ายของนิราศ คือบทที่ ๔๖๑ ว่า:

หวังไว้ให้ลูกเต้า เหล่าหลาน
รู้เรื่องเปลืองป่วยการ เกิดร้อน
อายุวัฒนะขนาน นี้พ่อ ขอเอย
แร่ปรอทยอดยากข้อน คิดไว้ให้จำฯ

อนึ่ง ในการคัดลอกโคลงนิราศสุพรรณมาลงไว้ที่นี้ ผู้จัดทำได้ดัดแปลงคำบางคำจากต้นฉบับของกรมศิลปากร เพราะมีหลายคำที่สะกดผิดเพี้ยนไปจากคำในปัจจุบัน จนกระทั่งการอ่านครั้งแรกจับคำไม่ได้ ทั้งนี้จะแปลงเฉพาะคำที่ผิดเพี้ยนมากจริงๆ เท่านั้น ส่วนคำที่ผิดเพี้ยนเพียงเล็กน้อย และคำที่แปรรูปไปในตำแหน่งเอกโทษ โทโทษ จะคงไว้ตามเดิม ทั้งนี้ด้วยมุ่งหมายให้ผู้อ่านสามารถติดตามเรื่องราว การผจญภัยของท่านสุนทรภู่ได้อย่างสนุกสนานและราบรื่น

(๑) ๏ เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า
จรูญจรัดรัศมีพราว
ยามดึกนึกหนาวหนาว
เย็นฉ่ำน้ำค้างย้อย
ดาดาว
พร่างพร้อย
เขนยแนบ  แอบเอย
เยือกฟ้าพาหนาวฯ

 
(๒) ๏ มหานากฉวากวุ้ง
ชุ่มชื่นรื่นรุกขีสอง
คุกคิดมิศหมายครอง
กล้าตกรกเรื้อซ้ำ

 
คุ้งคลอง
ฝั่งน้ำ
สัจสวาดิ ขาดเอย
โศกทั้งหมางสมรฯ
(๓) ๏ ขอฝากซากสวาดิสร้อย
ไว้ที่ท่าสาคร
ศาลาน่าวัดภร
ใครที่พี่เป็นผี้
สุรธร
เขตนี้
พี่ฝาก มากเอย
พี่ให้อไภยเจริญฯ

 
(๔) ๏ จำร้างห่างน้องนึก
สองฝ่ายชายหญิงยวน
หวังชายฝ่ายหญิงชวน
กลเช่นเล่นซักเสร้า

 
น่าสวน
ยั่วเย้า
ชื่นเช่น เหนเอย
เสพเผื้อนเฟือนเกษม ฯ

 
(๕) ๏ เลี้ยวลัดวัดษเกษก้ม
กุฏศพนบมานดา
เดชะพระกุศลภา
เสวยศุกทุกค่ำเช้า

 
คมลา
เกิดเกล้า
พ้นโลก โอกฆเอย
ช่องชั้นสวรรยางคฯ

 
(๖) ๏ เชิงเลนเปนตลาดสล้าง
โอ่งอ่างบ้างอิดเกลือ
หลีกล่องช่องเล็กเหลือ
ออกแม่น้ำย่ำถุ้ม

 
หลักเรือ
เกลื่อนกลุ้ม
ลำบาก ยากแฮ
ถี่ฆ้องสองยามฯ

 
(๗) ๏ แซ่เสียงเวียงราชก้อง
หง่งหงั่งระฆังขาน
สังแตรแซ่เสียงประสาร
ยามดึกครึกครื้นก้อง

 
กังสดาน
แข่งฆ้อง
สังขีด ดีดเอย
ปี่แก้วแจ้วเสียงฯ

 
(๘) ๏ วัดเลียบเงียบสงัดหน้า
ขุกคิดเคยพญายาม
รวยรินกลิ่นสไบทราม
สูรกลิ่นสริ้นกลอนพร้อง

 
อาราม
แย่งน้อง
สวาดร่วง ทรวงเอย
เพราะเจ้าเบาใจฯ

 
(๙) ๏ เจริญบุญสุรธรไว้
สืบสวัสสัฐาภร
เชิญทราบกาพกลกลอน
จำขาดชาตินี้แล้ว

 
ให้สมร
ผ่องแผ้ว
กล่าวกลิ่น ถวินเอย
คลาดน้องของสงวนฯ

 
(๑๐) ๏ วัดแจ้งแต่งตึกตั้ง
เคยปกนกน้อยคอน
เคยลอบตอบสารสมร
จำจากพรากนุชน้อง

 
เตียงนอน
คู่พร้อง
สมานสมัคร รักเอย
นกน้อยลอยลมฯ

 
(๑๑) ๏ สาวแก่แม่ม่ายแม้น
ขอเดชะพระวรุณ
ยามดึกนึกส่งบุญ
วัดช่วยอวยสวัสดิขู้

 
มีคุณ
ราชรู้
แบ่งฝาก มากเอย
คิดพร้องสนองเพลงฯ

 
(๑๒) ๏ ยนฉนวนหวนนึกน้ำ
พระธินั่งบันลังทอง
ชำระพระนิพนสนอง
สริ้นแผ่นดินปกเกล้า

 
เนตรนอง
ที่เฝ้า
เสด็จสนิด ชิดเอย
กลับร้างห่างฉนวนฯ

 
(๑๓) ๏ แบ่งบุญสุรธรเชื้อ
สืบซ่างทางพุทพง
ถวายพระหริรักทรง
ลุโลกโมฆเมืองแก้ว

 
ชิณวง
ผ่องแผ้ว
สารภิเศศ เสวตรเอย
กิจร้ายหายสูรฯ

 
(๑๔) ๏ อีกองมงกุฎิเกล้า
สืบกษัตรขัติยบำรุง
ถวายพระอนิสงพดุง
สิ่งโศกโรคเรื่องแค้น

 
เขากรุง
รอบแคว้น
พเดชเฟื่อง กเดื่องเอย
ขจัดผ้ายวายเขนฯ

 
(๑๕) ๏ ท่าช้างหว่างค่ายล้อม
ครั้งพระโกฎโปรฐประทาน
เคยอยู่คู่สำราน
เหนแต่ที่หมีได้

 
แหล่งสถาน
ที่ให้
ร่วมเย่า เจ้าเอย
ภบน้องครองสงวนฯ

 
(๑๖) ๏ วังหลังครั้งหนุ่มเหน้า
เคยอยู่ชูชื่นเชย
ยามนี้ที่เคยเลย
ต่างชื่นอื่นแอบเคล้า

 
เจ้าเอย
ค่ำเช้า
ลืมภัก พี่แฮ
คลาศแคล้วแล้วหนอฯ

 
(๑๗) ๏ คิดคำลำฦกไว้
เคยรักเคยร่วมเรือน
อย่าเคืองเรื่องเราเยือน
ใครที่มีชู้ชู้

 
ใคร่เตือน
ร่วมรู้
ยามแก่ แม่เอย
ช่วยช้ำคำโคลงฯ

 
(๑๘) ๏ เลี้ยวทางบางกอกน้อย
บ้านเก่าเย่าเรือนแพ
เงียบเหงาเปล่าอกแด
ลำฦกนึกรักร้อง

 
ลอยแล
พวกพ้อง
ดูแปลก แรกเอย
เรียกน้องในใจฯ

 
(นาคบริพันธ์)
(๑๙) ๏ สาวเอยเคยอ่อนหนุ้ม
ออมสนิทชิดกลิ่นหอม
ไกลห่างว่างอกตรอม
เลยอื่นขึ้นครองไว้

 

อุ้มสนอม
กล่อมให้
ออมตรึก รฦกเอย
ใคร่หว้าหน้าสวนฯ

 
(๒๐) ๏ ยนย่านบ้านบุตั้ง
ขุกคิดเคยชมจรร
ยามยากหากปันกัน
มีคู่ชูชื่นหน้า

 
ตีขัน
แจ่มฟ้า
กินซีก ฉลีกแฮ
นุชปลื้มลืมเดิมฯ

 
(๒๑) ๏ เสียดายสายสวาดโอ้
รักพี่มีโทษกร
จำจากพรากพลัดสมร
เสียนุชดุจทรวงต้อง

 
อาวร
กับน้อง
เสมอชีพ เรียมเอย
แตกฟ้าผ่าสลายฯ

 
(นาคบริพันธ์)
(๒๒) ๏ เคราะกำจำห่างน้อง
หวนนึกดึกเคยวอน
คิดไว้ไม่ห่างจร
หากจิตรมิศหลายหน้า

 

ห้องนอน
ค่อนหว้า
ห่อนจาก
ล่าน้องหมองหมางฯ

 
(๒๓) ๏ เดือนตกนกร้องเร่ง
เยี่ยมยอดยุคุนททรง
เดือนดับลับโลกคง
จันพี่นี้ลับหน้า

 
สุริยง
ส่องฟ้า
คืนขึ้น อีกเอย
นับสริ้นดินสวรรฯ

 
(๒๔) ๏ วัดปขาวคราวรุ่นรู้
ทำสุรทสอนเสมียน
เดินรวางรวังเวียน
เคยชื่นกลืนกลิ่นสร้อย

 
เรียนเขียน
สมุทน้อย
หว่างวัด ปขาวเอย
สวาดิห้างกลางสวนฯ

 
(๒๕) ๏ เห็นเรือนเพื่อนรักร้าง
โอ้อกอาดูรโดย
ดูสวรป่วนจิตรโหย
แลลับกลับชาติม้วย

 
แรมโรย
ทเวดด้วย
หาดอก สร้อยเอย
ไม่ได้ใกล้กลายฯ

 
(๒๖) ๏ บางบำรุบำรุงแก้ว
แก้วเนตรเชษฐาชรา
ถือบวดตรวจน้ำภา
ชาตินี้พี่แคล้ว

 
กานดา
ร่างแล้ว
ภพชาติ อื่นเอย
คลาศค้างห่างสมรฯ

 
(๒๗) ๏ บางรมาดมิ่งมิดครั้ง
บอกบทบุญยังพยาน
ประทุนประดิศถาน
แหวนประดับกับผ้า

 
คราวงาน
พยักหน้า
แทนฮ่อง หอเอย
พี่อ้างรางวันฯ

 
(๒๘) ๏ สงสารสายเนตรน้อง
ลเนตรพี่เพียงฝอยฝน
จวนรุ่งร่ำสอื้นจน
คราวเคราะเพราะน้องต้อง

 
นองชล
เฟ่าน้อง
จำจาก แจ่มเอย
พยุกล้าสลาตันฯ

 
(๒๙) ๏ สวรหลวงแลสล่างล้วน
เคยเสด็จวังหลังมา
ข้าหลวงเล่นปิดตา
เห็นแต่พลับกับสร้อย

 
พฤกษา
เมื่อน้อย
ต้องอยู่ โยงเอย
ซ่อนซุ้มคลุมโปงฯ

 
(๓๐) ๏ วัดพิกุนกรุ่นกลิ่นเกลี้ยง
แรกรุ่นรวยมาไล
เรียนร้อยค่อยสอดไหม
ร้อยคล่องต้องนั่งเน้น

 
กลอยใจ
ไส่เหล้น
เหมือนแน่ และเอย
นวดฟั้นท่านครูฯ

 
(๓๑) ๏ บางขวางข้างเขตแคว้น
สองฟากหมากมพร้าวผล
หอมรื่นชื่นเช่นปน
เคลิ้มจิตคิดว่าใกล้

 
แขวงนน
พรรไม้
แป้งประ ปรางเอย
กลิ่นเนื้อเจือจรรฯ

 
(๓๒) ๏ เชิงสวรล้วนรักน้ำ
ลูกดกรกเรื้อไบ
รักร้ายฝ่ายตนไกล
เดจลูกถูกยางนิ้ว

 
คล้ำไคล
บิดพลิ้ว
กลัวรัก นักเอย
หนิดเนื้อเหลือดันฯ

 
(๓๓) ๏ บางกรวยตรวดน้ำแบ่ง
ส่งนิ่มนุชนิพพาน
จำจากพรากพลัดสถาน
เห็นแต่คลองน้องแคล้ว

 
บุญทาน
ผ่องแผ้ว
ทิ้งพี่ หนีเอย
คลาศเลื่อนเดือนปีฯ

 
(๓๔) ๏ บางศรีทองคลองบ้านเก่า
สีเพชผัวสีทอง
เลื่องฦาชื่อเสียงสนอง
คลองคดลดเลี้ยวชี้

 
เจ้าคลอง
ถิ่นนี้
สำเหนียก นามเอย
เช่นไสร้ไสทองฯ

 
(๓๕) ๏ ล่วงทางบางบ้านเรียด
สองฝั่งพรั่งพฤกษา
ไม้ปลูกลูกดอกดา
ทรงกลิ่นรินรื่นข้าง

 
ริมชลา
สลับสล้าง
ดกดาษ กลาดเอย
ขอบคุ้งฟุ้งขจรฯ

 
(๓๖) ๏ รอกแตแลลอดเลี้ยว
นกหกจกจิกโจน
ยางเจ่าเหล่ายางโทน
โฉบฉาบคาบปลาได้

 
โลดโผน
จับไม้
ท่องเที่ยว เหยี่ยวเอย
ด่วนขึ้นกลืนกินฯ

 
(๓๗) ๏ บางกร่างข้างคุ้งค่าม
บางขนุนขุนกอง
ของสวนส่วนเจ้าของ
สาวแก่แม่ม่ายบ้าง

 
เขตคลอง
ก่อสร้าง
ขายน่า ท่าเอย
บกน้ำลำเรือฯ

 
(๓๘) ๏ โรงหิบหนิบอ้อยออด
สองข้างรางรองเรียง
อ้อยไส่ไล่ควายเคียง
อกพี่นี้ชอกช้ำ

 
แอดเสียง
รับน้ำ
คู่วิ่ง เวียรเอย
เช่นอ้อยย่อยรยำฯ

 
(๓๙) ๏ หีบหันนั้นและเหล้
ขู่ข่มเหงหักหาร
เข้าพวกคิดอ่านพาล
กลหีบหนิบนิดเน้น

 
กระลาการ
ห่อนเว้น
เอาผิด พ่อเอย
นึกช้ำน้ำใจฯ

 
(๔๐) ๏ บางคูเวียงเสียงสงัดล้วน
เวียงชื่อศรีท้าวไท
เวียงราชคลาดแคล้วไกล
ยามยากจากเมืองทั้ง

 
สวนไสว
ท่านตั้ง
กลับรฦก นึกเอย
ถิ่นปลื้มลืมกเษมฯ

 
(๔๑) ๏ บางม่วงทรวงเศร้าคิด
ม่วงเกบมม่วงสวน
ม่วงอื่นรื่นรันจวน
ม่วงหม่อมหอมห่วนหน้า

 
เคยชวน
ศุกรย้า
จิตไม่ ใคร่แฮ
เสน่เนื้อเจือจรรฯ

 
(๔๒) ๏ จันต้นผลห่ามให้
แมลงภู่วู่เวียนตอม
เพียงพี่ที่สุดถนอม
พร้องชื่อรื้อเสียวเศร้า

 
หวนหอม
ไต่เคล้า
เสน่ห์แจ่ม จรรเอย
โศกร้างห่างจรรฯ

 
(๔๓) ๏ ล่วงทางบางใหญ่บ้าน
เลี้ยวล่องคลองเล็กลอย
สองฝั่งพรั่งพฤกษพลอย
แลเหล่าชาวสวนหน้า

 
ด่านคอย
เลื่อนช้า
เพลินชื่น ชมเอย
เสน่ห์น้องคลองสนอมฯ

 
(๔๔) ๏ คลองคดลดเลี้ยวล้วน
เกะกะรเรือรอ
คดคลองช่องแคบพอ
คนคดลดเลี้ยวล้ำ

 
หลักตอ
ร่องน้ำ
พายถ่อ พ่อเอย
กว่าน้ำลำคลองฯ

 
(๔๕) ๏ ล่วงย่านบ้านวัดร้าง
ตกทุ่งถึงคลองโยง
วัดใหม่ธงทองโถง
ควายลากฝากเชือกไขว้

 
เรือนโรง
หย่อมไม้
ที่ติด ตื้นแฮ
เคลื่อนคล้อยลอยเลนฯ

 
(๔๖) ๏ คนขี่ตีต้อนเร่ง
ถอนถีบกีบกอมตกาย
เหนื่อยนักชักเชือกหงาย
คนหวดปวดป่วนโอ้

 
รันควาย
โก่งโก้
แหงนเบิ่ง เบือนแฮ
สอึกเต้นเผ่นโผนฯ

 
(๔๗) ๏ ทุกข์ใดในโลกล้น
ไม่เท่าควายลากเรือ
หอบฮักจักขุเจือ
มนุษย์ดุจติดค้าง

 
ล้ำเหลือ
รับจ้าง
เจิ่งชุ่ม ชลเอย
เฆี่ยนเร้าเอาเงินฯ

 
(๔๘) ๏ สังเวชเหตุด้วยทรัพย์
พาสัตว์วัตนสงสาร
ตรวดน้ำร่ำศีลทาน
จงสุขทุกค่ำเช้า

 
ศฤงคาร
โศกเศร้า
ทั่วสัตว์ สวัสดิ์เอย
ชาติพ้นชนมานฯ

 
(๔๙) ๏ ข้างคลองสองฝั่งเฟื้อย
คาแฝกแซกเซียดแซม
ในพุ่มกุ่มกกแกม
นกหกวกเวียนหว้อน
เฟือยแขม
ซับซ้อน
กอย่า รย้าแฮ
วิ่งเต้นเผ่นโผนฯ

 
(๕๐) ๏ นกกกรุมกลุ้มเกลื่อนท้อง
คุ่มคุ่มสุ่มสับปลา
ขยอกขยอกกลอกเหนียงพา
ศีรษะกระกรุมโล้ง
ทุ่งนา
ปากโง้ง
เพื่อนเที่ยว เกรียวแฮ
เล่ล้านบ้านเราฯ


นิราศอิเหนา

อิเหนา หรือดาหลัง เป็นบทพระราชนิพนธ์และบทพระนิพนธ์ของเจ้านายหลายพระองค์ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ที่มีชื่อเสียงในกระบวนบทละครรำเป็นที่สุด คือบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เนื้อความเกี่ยวกับวงศ์กษัตริย์ชวา ชื่อวงศ์อสัญแดหวา ผู้สืบเชื้อสายมาจากประตาระกาหลา ที่ถือกันว่าเป็นเทพเจ้าสูงสุด เปรียบได้กับเง็กเซียนฮ่องเต้อย่างไรอย่างนั้น อิเหนาเป็นชื่อที่เราเรียกตัวเอกของเรื่อง คือระเด่นมนตรี ผู้เป็นเจ้าชายแห่งเมืองกุเรปัน เมื่อยังเด็กได้หมั้นหมายไว้กับระเด่นบุษบา เจ้าหญิงเมืองดาหา เมื่ออิเหนาเติบโตเป็นหนุ่ม ต้องไปราชกิจต่างเมือง และได้พบกับนางจินตหรา ธิดาของเจ้าระตูบ้านนอก จนได้นางเป็นชายา ความทราบถึงเมืองดาหา ท้าวดาหาโกรธนัก จึงยกนางบุษบาให้แก่ระตูจรกา ผู้รูปชั่วตัวดำแต่มีใจมั่นคงสัตย์ซื่อ ครั้นมาภายหลัง อิเหนาได้พบกับบุษบา และเกิดหลงรักนางจนสุดชีวิตจิตใจ นึกเสียดายที่ตนต้องเสียคู่หมั้นแสนสวยให้แก่ระตูรูปชั่ว อิเหนาจึงลักพาตัวนางบุษบามาไว้ยังถ้ำทอง

นิราศเรื่องนี้ ท่านสุนทรภู่จับความจากตอนที่อิเหนากลับจากไปแก้สงสัยที่เมืองดาหา แล้วกลับมาก็พบว่า บุษบาถูกลมพาย ุหอบพัดเอาตัวนางหายไปจากถ้ำทองเสียแล้ว อิเหนาจึงยกทัพออกติดตาม ระหว่างทางก็รำพันคร่ำครวญถึงนางผู้เป็นที่รักอยู่มิได้ขาด อิเหนาเดินทางติดตามอยู่เป็นเวลาถึงเจ็ดเดือน ก็ยังไม่พบ เนื้อเรื่องจบลงที่อิเหนาและไพร่พลออกบวช เพื่อส่งกุศลให้บุษบาที่อิเหนาคิดว่าคงตายไปแล้ว

ไม่ปรากฏว่าท่านสุนทรภู่แต่งนิราศเรื่องนี้ไว้เมื่อใด แต่คงจะแต่งถวายเจ้านายพระองค์ใดพระองค์หนึ่งเป็นแน่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานจากสำนวนกลอนว่า สุนทรภู่น่าจะแต่งเรื่องนี้ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ถวายพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ เมื่อครั้งสุนทรภู่ได้อาศัยพึ่งพระบารมีอยู่

๏ นิราศร้างห่างเหเสน่หา

 

ปางอิเหนาเศร้าสุดถึงบุษบา

พระพายพาพัดน้องเที่ยวล่องลอย

ตะลึงเหลียวเปลี่ยวเปล่าให้เหงาหงิม

สุชลปริ่มเปี่ยมเหยาะเผาะเผาะผอย

โอ้เย็นค่ำน้ำค้างลงพร่างพร้อย

น้องจะลอยลมบนไปหนใด

หรือเทวัญชั้นฟ้ามาพาน้อง

ไปไว้ห้องช่องสวรรค์ที่ชั้นไหน

แม้นน้องน้อยลอยถึงชั้นตรึงส์ตรัย

สหัสนัยน์จะช่วยรับประคับประคอง

หรือไปปะพระอาทิตย์พิศวาส

ไปร่วมอาสน์เวชยันต์ผันผยอง

หรือเมขลาพาชวนนวลละออง

เที่ยวลอยล่องเลียบฟ้าชมสาคร

หรือไปริมหิมพานต์ชานไกรลาส

บริเวณเมรุมาศราชสิงขร

โอ้ลมแดงแสงแดดจะแผดส่อง

จะมัวหมองมิ่งขวัญจะหวั่นไหว

จะดั้นหมอกออกเมฆวิเวกใจ

นี่เวรใดเด็ดสวาทให้คลาดคลาฯ

 

 

๏ พระผันแปรแลรอบขอบทวีป

เห็นแต่กลีบเมฆเคลื่อนเกลื่อนเวหา

จะแลดูสุริยนก็สนธยา

จะดูฟ้าฟ้าคล้ำให้รำจวน

ฝืนวิโยคโศกเศร้าเข้าในห้อง

เห็นแท่นทองที่ประทมภิรมย์สงวน

ไม่เห็นนุชสุดจะทรงพระองค์ซวน

ละห้อยหวนหิวโหยด้วยโรยแรง

ยลยี่ภู่ปูเปล่าเศร้าสลด

ระทวยทดทอดทบซบกันแสง

โอ้สุดแสนแค้นอารมณ์ด้วยลมแดง

ดูเหมือนแกล้งพัดไปให้ไกลทรวง

เสียดายเอ๋ยเคยแอบแนบสนิท

ถึงชีวิตวอดวายไม่หายห่วง

โอ้น้องนุชบุษบาสุดาดวง

พี่เปล่าทรวงทรวงดังจะพังโทรมฯ

 

 

๏ โอ้โพล้เพล้เวลาปานฉะนี้

เคยเข้าที่พี่เคยได้เชยโฉม

เห็นแต่ห้องน้องน้อยลอยโพยม

ยามประโลมมิรู้ลืมเจ้าปลื้มใจ

โอ้เขนยเคยหนุนยังอุ่นอ่อน

แต่น้องน้อยลอยร่อนไปนอนไหน

ยี่ภู่เอ๋ยเคยชิดสนิทใน

วันนี้ไกลกลอยสวาทอนาถนอน

โอ้รินรินกลิ่นนวลยังหวนหอม

เคยถนอมแนบทรวงดวงสมร

ยังรื่นรื่นชื่นใจอาลัยวอน

สะอื้นอ้อนอ่อนอารมณ์ระทมทวี

จนฆ้องค่ำย่ำหึ่งหึ่งกระหึม

ยิ่งเศร้าซึมโศกาถึงยาหยี

โอ้ยามอยู่คูหาเวลานี้

เคยพาทีทอดประทับไว้กับทรวงฯ

 

 

๏ โอ้อกเอ๋ยเคยอุ่นละมุนละม่อม

เคยโอบอ้อมอ่อนตามไม่ห้ามหวง

ยังเคลิ้มเคล้นเช่นปทุมกระพุ่มพวง

เคยแนบทรวงไสยาสน์ไม่คลาดคลาย

จนเคลิ้มองค์หลงเชยเขนยหนุน

ถนอมอุ่นแอบประโลมว่าโฉมฉาย

ครั้นรู้สึกดึกดื่นสะอื้นอาย

แสนเสียดายสุดจะดิ้นสิ้นชีวัน

เห็นสิ่งของน้องนุชยิ่งสุดเศร้า

พระทัยเฝ้าเคลิ้มไคล้ดังใฝ่ฝัน

ยิ่งรำลึกตรึกตรายิ่งจาบัลย์

สุดจะกลั้นรีบออกนอกบรรพตฯ

 

 

๏ พินิจจันทร์วันเพ็งขึ้นเปล่งแสง

กระจ่างแจ้งแจ่มวงทั้งทรงกลด

สี่พี่เลี้ยงเคียงพร้อมน้อมประณต

พระเลี้ยวลดแลแสวงดูแสงเดือน

ดูเก๋งก่อต่อเตาเห็นเงาคล้าย

เขม้นหมายมุ่งไปก็ไม่เหมือน

เห็นเงาไม้ไหวหวั่นให้ฟั่นเฟือน

จนเดือนเคลื่อนคล้อยฟ้าให้อาวรณ์

เห็นสระศรีที่เคยมาประพาส

ระดะดาษดอกดวงบัวหลวงสลอน

ลมรำเพยเชยชายกระจายจร

หอมเกสรเสาวคนธ์ที่หล่นโรยฯ

 

 

๏ โอ้รินรินกลิ่นบุหงาสะตาหมัน

เหมือนกลิ่นจันทน์เจือนวลให้หวนโหย

หอมยี่หุบสุกรมดอกยมโดย

พระพายโชยเฉื่อยชื่นยืนตะลึง

โอ้ที่นี่ศีลาเคยมานั่ง

เห็นบัลลังก์แล้วยิ่งนึกรำลึกถึง

ดูเงื้อมเขาเงาไม้พระไทรซึ้ง

เสียงหึ่งหึ่งผึ้งรวงเฝ้าหวงรัง

จังหรีดหริ่งกิ่งไทรเรไรร้อง

แว่วว่าน้องนึกเสียวพระเหลียวหลัง

เห็นน้ำพุดุดั้นตรงบัลลังก์

เคยมานั่งสรงชลที่บนเตียง

เจ้าสรงด้วยช่วยพี่สีขนอง

แต่น้ำต้องถูกนิดก็หวีดเสียง

โอ้รื่นรื่นชื่นเชยที่เคยเคียง

พระทรวงเพียงเผ่าร้อนถอนฤทัย

ทุกเงื้อมเขาเหงาเงียบเซียบสงัด

ใบไม้กวัดแกว่งกิ่งประวิงไหว

ยะเยือกเย็นเส้นหญ้าพนาลัย

ยิ่งเยือกในทรวงช้ำระยำเย็น

เที่ยวรอบสระปทุมาสะตาหมัน

เคยเห็นขวัญเนตรที่ไหนก็ไม่เห็น

ชลนัยน์ไหลซกตกกระเซ็น

ยิ่งเยือกเย็นหยุดยืนกลืนน้ำตา

จนดึกดื่นรื่นรินกลิ่นกุหลาบ

ตะลึงเหลียวเสียวซาบอาบนาสา

เหมือนปรางทองน้องนุชบุษบา

หรือกลับมายืนแฝงอยู่แห่งใด

เที่ยวดูดาวเปล่าเปลี่ยวเสียวสะดุ้ง

จนจวนรุ่งรางรางสว่างไสว

หนาวน้ำค้างพร่างพรมพนมไพร

ดวงดอกไม้บานแบ่งรับแสงทอง

หอมมณฑาสารภีดอกยี่หุบ

บ้างร่วงหรุบถูกอุระพระขนอง

ภุมรินบินว่อนมาร่อนร้อง

อาบละอองเกสรขจรจายฯ

 

 

๏ จนแจ่มแจ้งแสงสว่างนภางค์พื้น

ถอนสะอื้นอาลัยพระทัยหาย

ดูเวหาว่าแสนแค้นพระพาย

ไม่พาสายสวาทคืนมาชื่นใจ

จำจะตามทรามชมทางลมพัด

เผื่อจะพลัดตกลงที่ตรงไหน

ดำริพลางทางสะท้อนถอนฤทัย

ให้เตรียมพลสกลไกรจะไคลคลา

จึงแปลงนามตามกันเป็นปันจุเหร็จ

จะเที่ยวเตร็ดเตร่ในไพรพฤกษา

พลางอุ้มองค์ยาหยีวิยะดา

ขึ้นรถแก้วแววฟ้าแล้วพาไปฯ

 

 

๏ พระเหลียวดูภูผาสะตาหมัน

ที่สำคัญคูหาเคยอาศัย

จะแลลับนับปีแต่นี้ไป

จะมิได้มาเห็นเหมือนเช่นเคย

เสียแรงแต่งแปลงสร้างจะร้างเริด

ค่อยอยู่เถิดแผ่นผาคูหาเอ๋ย

โอ้มิ่งไม้ไพรพนมเคยชมเชย

จะแลเลยลับแล้วทุกแนวเนินฯ

 

จังหวัดระยอง
::: เกาะเสม็ด
::: โรงแรมระยอง

::: ที่พักระยอง
::: ระยองรีสอร์ท
::: โรงแรมเกาะเสม็ด

::: โรงแรมเสม็ด
::: ประวัติระยอง
::: สุนทรภู่
::: ผลงานสุนทรภู่
::: นิทานสุนทรภู่
::: ทัวร์ระยอง
::: ทัวร์เกาะเสม็ด
::: เกาะทะลุ-กุฎี
::: ที่พัก เกาะเสม็ด
::: ที่พักระยอง
Koh Samed

Rayong
::: เที่ยว ระยอง:
::: อำเภอเมืองระยอง
:::
อำเภอบ้านค่าย
:::
อำเภอบ้านฉาง

:::
อำเภอแกลง
:::
กิ่งอำเภอเขาชะเมา
:::
อำเภอปลวกแดง
:::
อุทยานเขาแหลมหญ้าและเกะเสม็ด
::: การเดินทาง ระยอง
  ::: Map of Koh Samed
::: Map of MaeRumphung
::: Map Rayong
::: กิจกรรม ระยอง
::: สนามกอล์ฟ
::: เทศกาล ระยอง
  ::: วันสุนทรภู่
::: ร้านอาหาร ระยอง
::: ของฝาก ระยอง
 
 
 
 สถานที่ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว
   
ท่องเที่ยว

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 
 

หัวหิน  เกาะเสม็ด   เกาะช้าง  เกาะเต่า  พัทยา  ภูเรือ  เขาใหญ่  เขาค้อ  ดอยอินทนนท์  สวนผึ้ง  เช่ารถตู้  Phi Phi Hotels  Bangkok Tour  Samui Hotels

บริษัท ไทยทัวร์ อินโฟ จำกัดด
Email: info@thai-tour.com All rights reserved by Thai-Tour.Com with TAT License 11/04452
เกี่ยวกับเรา | นโยบายความเป็นส่วนตัว | การใช้เวปไซต์ | โฆษณา

 
ท่องเที่ยว