Thai Tour
สถานที่ท่องเที่ยว
หัวหิน เกาะเสม็ด เกาะช้าง พัทยา ปาย เขาค้อ ที่พักหัวหิน   
: หารายละเอียด : หากระทู้
เว็บบอร์ดท่องเที่ยว> ดูนก > ท่องเที่ยวเชิงอนุรัก...
[1]  
ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์นกเงือก
โพสเมื่อ : 2 เม.ย. 51 : 19:11 น.  โดย : แนน  

การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์นกเงือก นักท่องเที่ยวที่ต้องการเรียนรู้และอนุรักษ์นกเงือก นกเงือกในปัจุบันนี้ส่วนมากหาดูได้ยากเราควรจะอนุรักษ์และไม่ทำลายเพื่อเราจะได้ท่องเที่ยวอย่างมีความสุขและได้ดูลักษณะนกเงือก และท่องเที่ยวชมไปตามโพรงไม้ที่มันกำลังเลี้ยงดูลูกมันอยู่หรือกำลังออกมาจากโพรงให้เราได้ชมกันนกเงือกเป็นสัตว์ที่ชอบกระโดด แงะลิ้นสั้น จึงกินอาหารโดยจัดอาหารให้อยู่ปลายปากและโยนกลับลงคอไป อาหารของนกเงือกมีทั้งพืชและสัตว์ เช่นผลไทร สุรามมะริด ผลตาเสือ เป็นต้น สัตว์ได้แก่ สัตว์เลือยคลาน แมลงเป็นต้น เนืองจากนกเงือกทำรังในโพรงไม้ใหญ่ และกินอาหารที่ได้ชนิดแบ่งชี้ความสมบูรณ์ของป่าหรือ สัญลักษะณะของป่าดงดิบลักษณะของนกเงือกของ และดัชนี้ชี้ความสมบูรณ์ ของป่าดงดิบจับคู่ทำรัง ตามโพรมไม้ใหญ่ ตัวเมียมักจะกกไข่อยู่ ให้กำเนิดลูกน้อย อยู่ภายในโพรม
ตัวอยู่ทำหน้าที่ปกป้อง และหาอาหารมารให้จนติบใหญ่ ทั่งงแม่ละลูกใครจะเชือว่า นกในป่าเกิดมารักเดียวใจเดียวตลอดชีวิต นกเงือก (HORNBILL) ทั่วโลกมี ๕๕ ชนิด มีการแพร่กระจายอยู่ในแถบเขตร้อน ของทวีปอาฟริกา และเอเซีย ประเทศไทยมีนกเงือก ๑๓ ชนิด ซึ่งในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ซึ่งมีอาณาเขตส่วนหนึ่งอยู่ใน จังหวัดนครราชสีมา มี ๔ ชนิด ได้แก่ นกกก หรือ นกกะวะหรือ นกกาฮัง นกเงือกสีน้ำตาล นกเงือก กรามช้าง หรือนกกู่กี๋ และนกแก๊ก หรือนกแกง
นกเงือกเป็นนกขนาดใหญ่ อาจมีความยาว ๑.๕ เมตร เมื่อวัดจากปากถึงปลายหาง ส่วนมากมักจะมีขนสีดำสลับขาว มีลักษณะการทำรังโดยตัวเมียปิดขังตัวเองอยู่ภายในโพรงไม้ นกเงือกมีนิสัยในการทำรังผิดแปลกไปจากนกอื่นใดในโลก คือ เมื่อถึงฤดูกาลทำรัง นกคู่ผัวเมียจะพากันหารัง ซึ่งได้แก่ โพรงไม้ตามต้นไม้ใหญ่ เช่น ต้นยาง ที่อยู่ในที่ลับตา
นกเงือกเป็นนกผัวเดียวเมียเดียว จะมีการเกี้ยวพาราสี เมื่อตัวเมียเข้าไปอยู่ในโพรง จะทำความสะอาดแล้วเริ่มปิดปากโพรง ด้วยวัสดุต่าง ๆ เช่น ดิน เปลือกไม้ ตัวเมียจะผสมวัสดุเหล่านี้กับมูลของมันเอง เมื่อปิดปากโพรงจึงเหลือเพียงช่องแคบ ๆ ตัวเมียจะขัง ตัวอยู่ภายในเพื่อออกไข่เลี้ยงลูก ตัวผู้จะทำหน้าที่ดูแลตัวเมียและลูกโดยส่งอาหารผ่านทางปากโพรง นกเงือกจะมีส่วนหนังเปลือยเป็น สีฉูดฉาดอยู่บ้าง เช่น บริเวณคอ ขอบตา มีขนตายาว ขาสั้น ชอบกระโดด ลิ้นสั้น จึงกินอาหารโดยจัดอาหารให้อยู่ที่ปลายปากแล้วโยน กลับลงคอไป อาหารของนกเงือกมีทั้งพืชและสัตว์ เช่น ผลไทร สุรามะริด ผลตาเสือ เป็นต้น สัตว์ ได้แก่ สัตว์เลื้อยคลาน แมลง เป็นต้น
เนื่องจากนกเงือกอาศัยทำรังในโพรงไม้ใหญ่ และกินอาหารที่ได้จากผลผลิตในป่า นกเงือกจึงเป็นดัชนีบ่งชี้ความสมบูรณ์ ของป่า หรือสัญลักษณ์ของป่าดงดิบเป็นส่วนหนึ่งของสรรพสิ่งในระบบนิเวศ ปัจจุบันการศึกษาวิจัยธรรมชาติมีน้อยมาก การที่มีข้อมูลเรื่อง นกเงือกเป็นอย่างดีทั้งนี้เนื่องจากการ ศึกษาวิจัยอย่างจริงจังของ โครงการศึกษานิเวศวิทยาของนกเงือกนกเงือกเป็นนกขนาดใหญ่ อาจมีความยาว ๑.๕ เมตร เมื่อวัดจากปลาย ปากถึงปลายหาง ส่วนมากมักจะมีขนสีดำสลับขาวมีลักษณะเด่นเฉพาะตัว คือ ปากขนาดใหญ่ ยาวโค้ง มีโหนกอยู่บนส่วนปาก จัดเป็นสัตว์ที่ยังคง ความเป็นอยู่แบบโรราณตามลักษณะการทำรังโดยตัวเมียปิดขังตัวเองอยู่ ภายในโพรงไม้ นกเงือกมีนิสัยในการทำรังผิดแปลกไปจากนกอื่นใดในโลก คือ เมื่อถึงฤดูกาลทำรัง นกเงือกเป็นนกผัวเดียวเมียเดียว จะมีการเกี้ยวพาราสี เมื่อตัวเมียเข้าไปอยู่ ในโพรง จะทำความสะอาดแล้วเริ่มปิดปากโพรงด้วยวัสดุต่าง ๆ เช่น ดิน เปลือกไม้ ตัวเมียจะผสมวัสดุเหล่านี้กับมูลของมันเอง เมื่อปิดปากโพรงจึงเหลือ เพียงช่องแคบ ๆ ตัวเมียจะขังตัวอยู่ภายใน เพื่อออกไข่เลี้ยงลูก ตัวผู้จะทำหน้าที่ ดูแลตัวเมียและลูกโดยส่งอาหารผ่านทางปากโพรง นกเงือกจะมีส่วนหนังเปลือย เป็นสีฉุดฉาดอยู่บ้างอยู่บ้าง เช่น บริเวณคอ ขอบตา มีขนตายาว ขาสั้น ชอบกระโดด ลิ้นสั้น จึงกินอาหารโดยจัดอาหารให้อยู่ที่ปลายปากแล้วโยนกลับลงคอไป อาหารของนกเงือกมีทั้งพืชและสัตว์ เช่น ผลไทร สุรามะริด ผลตาเสือ เป็นต้น สัตว์ ได้แก่ สัตว์เลี้อยคลาน แมลง เป็นต้น นกคู่ผัวเมียจะพากันหารัง ซึ่งได้แก่ โพรงไม้ตาม ต้นไม้ใหญ่ เช่น ต้นยาง ที่อยู่ในที่ลับตานกเงือก หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Hornbill มีอยู่ด้วยกันถึง 54 ชนิดในโลก พบได้ในป่าเขตร้อน ของทวีปอาฟริกาและเอเซียเท่านั้น ในประเทศไทยมีอยู่ถึง 12 ชนิด นกเงือกมีหน้าตาออกจะโบราณ สักหน่อย ไม่มีสีสันสวยงามนัก สีขนมักมีสีดำ-ขาว ที่แปลกออกไปบ้างคือสีน้ำตาล เทา มีขนาดใหญ่ ถึงใหญ่มาก บางชนิดอาจมีขนาดตัวถึง 1.5 เมตร ความกว้างของปีกที่กางออกอาจถึง 2 เมตร เช่น นกกก แต่มีลักษณะที่น่าขันคือ มันมีปากใหญ่ผิดสัดส่วนกับหัว แถมมี โหนก เหนือปากทำให้ดูเกะกะ ลูกตาและทำให้ดูเหมือนว่าเจ้านกเงือกจะต้องคอนโหนกที่ดูหนักอึ้งเกินความจำเป็น ลักษณะของ โหนก หรือ casqued ที่ว่านี้ ลวงตาดูว่าหนักที่จริงโหนกเป็นโพรง ยกเว้นโหนกของนกชนหิน ( Helmeted Hornbill ) ที่ตันดุจเดียวกับงาช้าง เจ้าโหนกของนกเงือกนี้จะช่วยเราจำแนกชนิดนกกก บ้างก็มีรูปทรงกระบอกทอดนอนตามความยาวของจงอยปากดูคล้ายกล้วยหอม แต่มีปลายงอนขึ้น เช่น โหนกของนกเงือกหัวแรด บ้างก็มีโหนกขนาดเล็กเป็นหยักเป็นลอนดูคล้ายกรามช้าง เช่น นกเงือกกรามช้าง ที่ไม่มีโหนกก็มีเช่น นกเงือกคอแดง
นกเงือกจะมีส่วนหนังเปลือยเป็นสีฉูดฉาดอยู่บ้าง เช่น หนังบริเวณคอ ขอบตา เป็นต้น มีขนตายาวงาม ขาสั้น ชอบกระโดด ลิ้นสั้นจึงกินอาหารโดยจัดอาหารอยู่ที่ส่วนปลายปากแล้วโยนกลับลงคอไปปกตินกเงือกจัดได้ว่ากินอาหารทั้งผลไม้และสัตว์เล็ก ๆ แต่ผลไม้พวก ไทร ดูจะเป็นอาหารหลักของนกเงือกเอเซีย
นอกจากเสียงร้องดังแล้ว นกเงือกเป็นนกที่บินเสียงดังมากโดยเฉพาะนกเงือกขนาดใหญ่ เสียงดังนี้เกิดจากที่อากาศผ่านช่องว่างระหว่างโคนขนปีกเนื่องจากนกเงือกไม่มีขนคลุมด้านใต้ของปีก เมื่อกระพือปีกแต่ละครั้งจึงเกิดเสียงดังราวกับรถจักรไอน้ำ และหากนกเงือกขนาดใหญ่บินมาเป็นฝูงจะทำให้เกิดเสียงดังราวพายุ
อุปนิสัยในการทำรังของนกเงือกเป็นลักษณะเด่นเฉพาะตัวของนกในวงศ์นี้ ( Bucerotidae) คือทำรังในโพรงไม้ แต่มันจะไม่สามารถเจาะรังได้เองอย่างนกหัวขวาน แต่จะเสาะหาโพรงที่มีอยู่โดยธรรมชาติหรือที่มีสัตว์อื่นทำให้เกิดขึ้น ที่แปลกคือไม่เพียงแต่เข้าไปอยู่ในโพรงนกเงือกตัวเมียยังปิดปากโพรงเสียด้วยวัสดุต่าง ๆ อันได้แก่ มูลของมันเอง เศษไม้ ดิน เป็นต้น ผสมกันพอกปากโพรงให้เล็กลงจนเหลือเพียงช่องแคบ ๆ เพียงพอที่พ่อนกจะส่งอาหารผ่านด้วยจงอยปาก นกเงือกตัวเมือจะออกไข่ ฟักไข่ และเลี้ยงลูกอยู่ภายในโพรงจนกว่าลูกนกจะโตพอที่จะบินได้จึงจะกระเทาะปากโพรงออกมา ซึ่งกินเวลาประมาณ 3-4 เดือน
ชีวิตรักของนกเงือกเริ่มต้นราวกลางเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ เราจะเห็นนกเงือกอยู่กันเป็นคู่ส่วนใหญ่แล้วตัวผู้จะเสาะหารัง ตัวเมียจะคอยติดตามไปดูด้วยและตัดสินใจว่าพอใจโพรงนี้รึเปล่า เพราะตนจะต้องอยู่ในโพรงนี้อีกหลายเดือน
โพรงรังของนกเงือกซึ่งศึกษาที่เขาใหญ่จะพบในต้นไม้ตระกูลยางมากที่สุด โดยขนาดของต้นไม้ที่มีโพรงใหญ่พอ หากวัดที่ระดับความสูงของหน้าอกคนวัดเส้นผ่าศูนย์กลางตกราว ๆ 1 เมตร ปากโพนงจะต้องไม้ใหญ่หรือเล็กเกินไปขนาดพอดีๆ ก็ตกราว 20*12 ซม.ความสูงของเพดานรังกว่า 1 เมตรขึ้นไปพื้นโพรงรังต้องไม่ลึกต่ำกว่าขอบประตูล่างมากนัก ความกว้างภายในโพรงใหญ่พอก็ประมาณ 50*40 ซม. โดยปกตินกเงือกจะใช้โพรงปีแล้วปีเล่าหากโพรงนั้นยังเหมาะสมอยู่ ตัวผู้จะเชิญชวนตัวเมียให้เข้าไปดูรังด้วยการโผบินไปเกาะปากโพรง แล้วยื่นหัวเข้าไปสำรวจภายใน บินเข้าออกหลายครั้ง ขณะเดียวกันก็เกี้ยวพาราสีกันด้วย ตัวผู้จะกระแซเข้าใกล้ตัวเมียและพยายามป้อนอาหารซึ่งได้แก่ ผลไม้ให้ตัวเมียบางคู่อาจใช้เวลานานหลายวันกว่าตัวเมียจะสนใจและยอมบิน เข้ามาดูรัง
เมื่อคิดว่าได้โพรงที่เหมาะเป็นที่ถูกใจแล้ว ตัวเมียจะเริ่มงานทันที ถ้าปากโพรงแคบไปเนื่องจากการเจริญเติบโตของต้นไม้นกจะเจาะปากโพรงให้กว้างอีกเล็กน้อย กระเทาะวัสดุปิดรังเก่า ๆออก แล้วจะมุดเข้าไปในโพรง จากนั้นตัวเมียจะทำความสะอาดภายในโพรงโดยการคาบเศษเมล็ดผลไม้เก่า ๆ เศษขนของปีก่อนโยนทิ้ง แล้วเริ่มปิดปากโพรงเสียใหม่ วัสดุที่หาได้จะถูกผสมกับมูลของตัวเมียรวมทั้งอาหารที่สำรอกออกมาแล้วพอกลงบนปากโพรงที่เปรียบเหมือนประตู โดยใช้จงอยปากด้านข้างตีให้ติดกัน เมื่อวัสดุนี้แห้งจะแข็งและเหนียวมาก ตัวผู้อาจช่วยหาวัสดุเช่นดิน หรือ เปลือกไม้มาให้ แล้วแต่ชนิดของนกเงือกว่าชอบประตูที่ทำด้วยวัสดุอะไร เช่น นกกกใช้เปลือกไม้ เศษไม้ผุ ๆ เศษอาหารแต่ไม่ใช้ดินเลย ตรงข้ามนกแก๊กจะใช้ดินเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ตัวผู้จะคอยเฝ้าเป็นเพื่อนอยู่ข้างนอกเกือบตลอดเวลา และคอยป้อนอาหารหลังจากตัวเมียเสร็จงานปิดโพรงในแต่ละวัน บางคู่จะส่งเสียงเบา ๆ ราวกับปลอบประโลมให้ตัวเมียอุ่นใจ และเมื่อหากตัวผู้แวบหายไปชั่วคู่ชั่วยาม ตัวเมียจะละงานปิดโพรงตามไปทันที่ ตัวผู้จะต้องพากลับมาที่โพรงอีก จะใช้เวลาปิดปากโพรงอยู่ราว 3-7 วัน
เมื่อตัวเมียขังตัวเองอยู่ภายในโพรงเรียบร้อยแล้ว ตัวผู้จะทำหน้าที่ดูแลอย่างเคร่งครัดน่ายกย่องสรรเสริญเป็นอย่างยิ่งนับเป็นเยี่ยงอย่างที่ดี ในระยะแรกๆ ในการทำรังคือช่วงตัวเมียฟักไข่ การป้อนอาหารจะไม่บ่อยนัก ราววันละ 2-3 ครั้ง อาหารส่วนมากจะเป็นพวกผลไม้ ระยะนี้ตัวผู้พอมีเวลาให้ตัวเองบ้างก็จะแต่งตัวให้หล่ออยู่เสมอ ส่วนตัวเมียก็จะถือโอกาสนี้ผลัดขนเสียใหม่
เมื่อเวลาผ่านไปราว 5-7 สัปดาห์ ลูกนกจะฟักออกเป็นตัว ตัวผู้ต้องรับภาระหนักมาก พ่อนกจะเริ่มหน้าที่ของตนตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนหลังพระอาทิตย์ตก การป้อนอาหารจะถี่ขึ้นเรื่อยๆ วันละ 10 ครั้ง หรือกว่านั้นชนิดอาหารที่นำมาป้อนจะมีความหลากหลายมากขึ้น มีผลไม้ป่าอื่นๆ นอกจากไทร เช่น ส้มโมง สุรามะริด กำลังเลือดม้า ตาเสือเล็ก ตาเสือใหญ่ หว้ามะหาดขี้ตุ่น ยางโดน มะเกิ้ม พิพวนป่า มะขามแป พญาไม้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังต้องหาอาหารเสริมโปรตีนมาเลี้ยงลูกเช่น แมลงนานาชนิด สัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู กิ้งก่า ปลา ปู กบ เขียด กิ้งกือ ไส้เดือน นก ไข่และลูกนก หนู กระรอก ค้างคาว เป็นต้น การอาหารต้องไปตามแหล่งผลไม้สุก สำรวจตามโพรงไม้เพื่อหาสัตว์ที่อาศัยอยู่ในโพรง เช่นกระรอกบินหากจับได้ก็จะนำมาเป็นอาหารให้ลูกนก อาจกระเทาะเปลือกไม้เพื่อหาตัวหนอน โบยบินเพื่อจับแมลงในอากาศ ลงพื้นดินและริมน้ำเพื่อจับปลา ปู หาไส้เดือน งูดิน เป็นต้น ต้องใช้กำลังงานไปมากช่วงนี้จะดูพ่อนกโทรมมาก
นกเงือกเป็นนกที่สะอาดสะอ้าน ทั้งแม่และลูกจะถ่ายมูลผ่านช่องแคบๆนี้ ลูกนกจะไม่สามารถถ่ายมูลให้พุ่งพ้นปากโพรงจึงตกอยู่แค่ปากโพรง เมื่อพ่อนกป้อนอาหารเสร็จในแต่ละครั้งจะคาบเอามูลของลูกมันทิ้ง จากพฤติกรรมนี้เราสามารถจะทำนายได้ว่ารังใดมีลูกนกฟักเป็นตัวแล้ว อาหารพวกที่เป็นผลไม้ที่มีเมล็ดในแข็งนกเงือกจะสำรอกทิ้งออกมาภายนอกโพรง เราจึงพบว่าที่โคนต้นไม้ที่เป็นรังนกจะเต็มไปด้วยมูลนกและเมล็ดผลไม้นานาชนิด ซึ่งจะงอกเป็นต้นกล้าเต็มไปหมด
การเลี้ยงลูกนกเงือกพ่อนกจะส่งอาหารผ่านแม่นก แม่นกจะมีส่วนในการกำหนดเมนูสำหรับลูกนก บางคราวพ่อนกนำผลไม้บางชนิดมาป้อนซ้ำๆ แม่นกจะปฏิเสธไม่ยอมรับ ถ้าพ่อนกยังตื้อที่ป้อนต่อไป แม่นกจะรับมาโยนทิ้งไปต่อหน้าต่อตา ก็เป็นสัญญาณเตือนพ่อนกว่าจะต้องเปลี่ยนอาหารแแล้วมิฉะนั้นจะเหนื่อยเปล่าเพราะแม่เจ้าประคุณโยนทิ่งอย่างไร้เยื่อใย ทั้ง ๆ ที่พ่อนกนั้นเวลาป้อนอาหารแต่ละทีก็แสนจะอ่อนโยน พ่อนกจะสำรอกอาหารออกมาคราวละหนึ่ง แล้วบรรจงป้อนให้แม่นกชนิดปากต่อปากจนกว่าแม่นกจะรับไปจะไม่มีการสำรอกไว้ในโพรงแล้วปล่อยให้เก็บกินเอง และไม่มีการผิดพลาดโดยป้อนผลไม้ที่ตัวเองกินเนื้อแล้วเป็นอันขาด หากเป็นอาหารประเภทสัตว์ก็จะฆ่าเสียให้ตายก่อนโดยฟาดกับกิ่งไม้หรือกัดย้ำด้วยจงอยปากแล้วป้อน
เมื่อเวลาล่วงเข้าประมาณสัปดาห์ที่ 10 ถึง 15 พ่อนกจะเริ่มลดอาหารลง ก็แสดงว่าใกล้เวลาอันสมควรที่ ลูกนกและแม่นกจะออกจากโพรงเสียทีเมื่ออกจากโพรงแล้วลูกนกจะบินได้เกือบทันทีเพราะซ้อมกระพือปีกไว้บ้างแล้ว ขณะอยู่ในโพรง พ่อแม่นกจะคอยดูแลโดยป้อนอาหารและสอนร่อนไปในหมู่ไม้ให้ลูกนกอีกราว 5-6 เดือน หรือ จนกว่าฤดูทำรังใหม่จะใกล้เข้ามา ก็เป็นอันว่าลูกนกบรรลุนิติภาวะที่จะหากินดูแลตัวเองได้
นกเงือกจัดว่ามีศัตรูน้อยแต่ที่สำคัญเห็นจะเป็น หมาไม้ ซึ่งไต่ไปถึงรัง หากพบว่าปากโพรงเปิดอยู่เนื่องจากแม่นกออกมาก่อน ลูกนกจะตกเป็นเหยื่อของหมาไม้ได้ง่าย อีกา ก็เป็นศัตรูที่สำคัญอีกตัวหนึ่งที่มักจะคอยจิกตีลูกนกที่เพิ่งออกจากโพรง
เมื่อเข้าฤดูฝนก็หมดช่วงทำรัง นกเงือกมักจะรวมกันเป็นฝูงใหญ่บ้างเล็กบ้างแล้วแต่ชนิดนกเงือก นกเงือก กรามช้างดูจะรวมฝูงกันมากที่สุดบาง คราวอาจรวมกันมากถึง 1000 ตัว ไปหากิน และนอนตามหุบเขาลึก
ด้วยลักษณะการดำรงชีวิตดังกล่าวมาแล้ว นกเงือกจึงมีบทบาทที่สำคัญในระบบนิเวศของป่าดงดิบ นั่นคือช่วยกระจายพันธุ์พืชโดยการสำรอกเมล็ดผลไม้ทิ้งหรือถ่ายเมล็ด ออกมา ชีวิตของนกเงือกต้องขึ้นอยู่กับป่าที่สมบูรณ์ มีต้นไม้ใหญ่ ที่มีโพรงให้ทำรัง มีแหล่งอาหารที่เพียงพอ จึงอาจใช้เป็นตัวบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของป่าได้
เนื่องจากสถานการณ์ของป่าไม้บ้านเราลดน้อยลงไปทุกที่ ประกอบกับการที่นกถูกล่า เพื่อนำมาเลี้ยงหรือนำมาใช้ทำเครื่องประดับ ทำให้โอกาสที่นกเงือกจะสืบทอดพันธุ์ต่อไปให้คนรุ่นหลังๆ ได้ชื่นชมเห็นที่จะเลือนลาง ถ้าทุกฝ่ายรวมทั้งพวกเรา ยังหลงฟุ้งเฟ้อกับการพัฒนาประเทศโดยปราศจากการวางแผนที่รอบคอบ จริงจัง จริงใจ และโปร่งใส มรดกไทยที่ธรรมชาติได้สั่งสมมาช้านาน ไม่จำเพาะแต่นกเงือกเท่านั้น คงถึงกาลอวสานเป็นแน่แท้
สิ่งแวดล้อม
ถึงแม้ประเทศไทยจะมีปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ แต่ถึงกระนั้นเมืองไทยก็ใช่ว่าจะสิ้นคนดี ศ.ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ เป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับการคัดเลือกให้รับรางวัล
"Chevron Conservation Award" ครั้งที่ 52 ประจำปี 2549 และรางวัล "Rolex Award for Enterprise" ด้วยการทำงานที่ทุ่มเทอย่างต่อเนื่อง และอุทิศตนอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยในการอนุรักษ์นกเงือก ที่อาศัยอยู่ในผืนป่าประเทศไทย
ศ.ดร.พิไล ได้ก่อตั้งมูลนิธิวิจัยนกเงือกขึ้นมาในปี 2537 เพื่อให้ทุนสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยพันธุ์นกเงือก ผลงานวิจัยและความพยายามของ ศ.ดร.พิไล สามารถช่วยบรรเทาอัตราการลดลงของจำนวนนกเงือกในพื้นที่ได้
หนึ่งในโครงการที่สำคัญก็คือ การฟื้นฟูรังบนต้นไม้ของนกเงือก ซึ่งนับวันจะยิ่งไม่เพียงพอต่อจำนวนนก รวมทั้งการรณรงค์หยุดการล่านกเงือก และเป็นผู้นำในโครงการการเปลี่ยนแปลงจากผู้ล่าลูกนกเงือกในชนบท ให้เป็นนักอนุรักษ์และมัคคุเทศก์ ณ อุทยานแห่งชาติ บูโสุไหง-ปาดี ซึ่งได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากหัวหน้าอุทยาน รวมทั้งการเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับนกเงือกในปี 2547 และการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ สำหรับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้วย
นอกจากนี้ ศ.ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการจัดค่ายอนุรักษ์ธรรมชาติ "เรารักนกเงือก" เพื่อให้ความรู้กับเด็กๆ เกี่ยวกับนกและที่อยู่อาศัย รวมทั้งการจัดให้มีวัน "ฉันรักนกเงือก" เพื่อกระตุ้นคนไทยให้หันมาตื่นตัวและสนใจการอนุรักษ์นกเงือก
การมอบรางวัลในครั้งนี้ตัดสินโดยคณะกรรมการอิสระ ซึ่งเป็นนักอนุรักษ์ดีเด่นและมีชื่อเสียงชั้นนำ 6 ท่าน ในอดีตการมอบรางวัลริเริ่มจากนักเขียนอิสระ เอ็ด เซิร์น ในปี 2497 และต่อมาได้รับการยอมรับจากนักอนุรักษ์นิยมกว่า 1,000 คนทั่วโลก ซึ่ง Chevron จะมอบเงินจำนวน 15,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 570,000 บาท เป็นรางวัลสำหรับผลงานด้านการอนุรักษ์
สำหรับรางวัล Rolex ได้มอบเป็นเวลา 30 ปี โดยมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้คัดเลือกผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ จากเกือบ 1,700 คนจาก 117 ประเทศ ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ได้รับการยกย่องในเรื่องการอุทิศตนเพื่องานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล่อม การสำรวจและมรดกทางวัฒนธรรม ผู้ได้รับรางวัลจะได้รับเงินรางวัลคนละ 100,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ .8 ล้านบาท พร้อมด้วยนาฬิกาโรเล็กซ์เรือนทอง รุ่นที่ได้รับการจารึกเป็นพิเศษ และได้มอบรางวัลคืนวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ เอสปลาเนด คอนเสิร์ตฮอล์ ประเทศสิงคโปร์
ในปีนี้มีผู้ได้รับรางวัล 5 ท่าน เป็นผู้เชี่ยวชาญจากประเทศออสเตรเลีย ฝรั่งเสษ อินเดีย สหราชอาณาจักร และประเทศไทย และผู้ที่รับรางวัลจะเข้าร่วมกับ 55 ท่านที่ได้รับรางวัลปีนี้มาตั้งแต่ปี 2519 ในโครงการนวัตกรรมต่างๆ ที่ช่วยเปลี่ยนแปลง เพื่อทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น
ในปีนี้จำนวนผู้สมัครเข้ารับรางวัลคัดเลือกจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น 66% จากปี 2547 และด้วยโครงการที่แสดงถึงศักยภาพอันดีเยี่ยม มีผู้ได้รับรางวัลจากภูมิภาคนี้มากถึง 50% ของผู้ที่ได้รับรางวัลทั้งหมด ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ รางวัลที่ได้รับเป็นสตรีก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เป็นจำนวน 4 จาก 10 คน.

การท่องเที่ยวเชิงนิเวศแห่งชาติ" เอกสารพิมพ์สี่สีความยาว 15 หน้ากระดาษนี้ จัดทำโดยกองอนุรักษ์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หน่วยงานที่ถ้าให้ผมพูดตรงกับใจ คิดว่าคล้ายลูกเมียน้อยของททท. ทั้งที่หน้าที่การงานใหญ่หลวง กลับได้รับความสนใจจากผู้หลักผู้ใหญ่เพียงน้อยนิด บางปีงบของหน่วยนี้น้อยกว่าเงินใช้สร้างสวนสาธารณะหรือสร้างฟุตบาทของเทศบาลเมืองหนึ่งเสียอีก (เมืองไหน? จ้างให้ก็ไม่บอก ให้เดาก็เดาไม่ถูก เพราะว่ามีอยู่หลายเมืองน่ะ)
เมื่อมีข้อมูลพอค้นคว้า ผมเลยขอใช้เป็นต้นเรื่อง เพื่อการตรวจสอบแนวทางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของเมือไทยสักหน่อย ตามประสานักเขียนที่ดีของสยามรัฐฯ แต่การวิจารณ์ครั้งนี้คงไม่ได้เน้นที่การต่อว่า เจออะไรไม่ถูกใจโวยวายตะพึดตะพือ เอาเป็นว่าวิจารณ์ด้วยมุมมองที่อาจตรงกันบ้าง แตกต่างกันบ้าง ถูกผิดคุณผู้อ่านเชิญคิดเอาเอง เพราะผมไม่ได้เขียนเอกสารประกอบการสอน แต่กำลังเขียนบทความอยู่ต่างหาก อย่าพยายามปักใจเชื่อหรือฟังพร้อมกันสองหู จนกว่าจะลองคิดตั้งคำถามหาคำตอบด้วยตัวคุณเองก่อนการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน" (Sustainable Tourism) ททท.ให้คำจำกัดความไว้ว่า หมายถึงการบริหารจัดการให้พัฒนาในทุกด้านอย่างรอบคอบ เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจ สังคม และความงดงามทางสุนทรียภาพ (เป็นยังไงวุ้ย?) มีการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างชาญฉลาด เกิดประโยชน์สูงสุดและยาวนาน โดยไม่ทำให้สูญเสียเอกลักษณ์ทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของท้องถิ่น เพื่อให้อนุชนรุ่นต่อไปได้มีโอกาสตัดสินใจในการใช้ทรัพยากรต่างๆ ได้ โอ้...เริ่ด ถ้าทำได้คนไทยคงดีใจหลาย แต่ความจริงเป็นไง ต้องลองอ่านต่อไปนะค่ะ
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ" สมัยก่อนเรียกกันให้วุ่น นิเวศสัญจรบ้างล่ะ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ก็มี พอใช้กันมั่วหนัก ราชบัณฑิตยสถานเลยบัญญัติศัพท์ว่า "การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ" (นักเรียนนิสิตนักศึกษาโปรดจำไว้ ถ้าเป็นเอกสารแบบเป็นทางการ ประเภทรายงานหรือวิทยานิพนธ์ กรุณาใช้คำนี้นะครับ เดี๋ยวราชบัณฑิตท่านจะเสียใจ) สำหรับคำนี้ททท.บอกว่า หมายถึงการท่องเที่ยวแบบมีความรับผิดชอบในแหล่งธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น (แหล่งธรรมชาติที่ไหนไม่มีเอกลักษณ์บ้าง?) และแหล่งวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับระบบนิเวศ โดยมีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของผู้ที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การจัดการสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วมของท้องถิ่น เพื่อมุ่งให้เกิดจิตสำนึกต่อการรักษาระบบนิเวศอย่างยั่งยืน
เอาล่ะ...ได้ฤกษ์วิจารณ์แล้วครับ ขอเริ่มที่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศก็แล้วกัน ตามคำจำกัดความที่ว่า การเที่ยวเชิงนิเวศต้องมีแหล่งวัฒนธรรมและท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ลองคิดกันสักหน่อย มีมั้ยแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่มีวัฒนธรรมท้องถิ่น? คำตอบของแต่ละคนอาจต่างกันไป แต่ในความคิดของผม...มีครับ ขอยกตัวอย่างก็แล้วกัน เอาเป็นว่า "หมู่เกาะสิมิลัน" ที่นี่ตั้งอยู่ในอำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา แต่บนเกาะเหล่านี้ไม่มีที่ตั้งของชุมชมใดๆ อาจเป็นเพราะระยะทางที่ห่างไกล ไม่มีผู้คนมาอาศัยอยู่ จนเมื่อกรมป่าไม้ประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานฯ การท่องเที่ยวก็เริ่มบูม ในที่สุดกลายเป็นแหล่งเที่ยวระดับป๋าของทะเลไทย ทีนี้ ถ้าจะให้ชุมชนเข้ามาเกี่ยวข้อง ชุมชนไหนดีล่ะ? ถ้าดูจากเขตการปกครอง น่าจะเป็นผู้คนในอำเภอคุระบุรี แต่ถ้าดูข้อมูลให้ลึกหน่อย จะพบว่าคนคุระบุรีแทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหมู่เกาะสิมิลัน ไม่ได้เข้าไปตั้งถิ่นที่อยู่ ไม่ได้เป็นผู้ประกอบการท่องเที่ยว แม้แต่นักท่องเที่ยวที่ไปสิมิลัน ส่วนใหญ่เค้าก็ออกเดินทางกันจากภูเก็ต ไม่ได้มาจากคุระบุรีสักหน่อย แล้วจะทำไงดีเอ่ย?
หัวใจของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของททท. คือเอาคนไปรวมกับธรรมชาติ คล้ายกับเทคนิคจัดการทรัพยากรของเมืองไทยแบบใหม่ที่กำลังฮิต คนกับป่าอยู่ร่วมกันเฮฮาสุขใจ อย่างนั้นผมก็เห็นด้วยครับ แต่ไม่ทุกกรณีเสมอไป มันคงต้องมีกรอบหรือขอบเขตกันบ้าง บางอย่างอาจต้องแบ่งออกมาให้แน่ชัด ไม่งั้นเราอาจได้รับบทเรียนซ้ำสอง
บทเรียนอะไร? ขอนอกเรื่องสักหน่อยนะครับ เวลาผมอ่านบทความของนักเขียนหลายท่าน ที่กล่าวถึงคนอยู่ร่วมกับป่าได้ โดยยกข้อความที่ได้รับฟังมาจากชาวกะเหรี่ยงบางคนในภาคเหนือ ประเภทเราไม่ฆ่านกเงือก เรารักนกเงือก ประเพณีของเราสอนให้เราอยู่ร่วมกับป่ากับนกเงือก ผมจะรู้สึกขนลุกซู่ อยากร้องเพลง "อยากตะโกน" ของคุณบิลลี่ โอแกน ขึ้นมาติดหมัด (เนื้อเพลงเป็นไง? กรุณาติดตามในคาราโอเกะ) เพราะผมเคยได้ยินข้อความเช่นนั้นจากปากคุณกะเหรี่ยงเหมือนกัน รวมทั้งยังทราบจากข้อมูลจากการศึกษาทางธรรมชาติวิทยาว่า นกกกหรือนกกาฮังหรือนกกาวะ ที่เคยพบอยู่ทั่วประเทศไทย ปัจจุบันสูญพันธุ์จากภาคเหนือ เพราะถูกล่าและที่อยู่อาศัยถูกโค่นถางเพื่อการทำไร่เลื่อนลอย ข้อมูลนี้ไม่ได้ทำวิจัยมาอย่างลวกๆ ประเภทหกเดือนหรือหนึ่งปีรู้ผล แต่รายงานโดยอาจารย์พิไล พูลสวัสดิ์ ผู้ใช้เวลาศึกษาวิจัยนกเงือกไทยเกิน 20 ปี
คำถามคือว่า "แล้วใครทำให้นกเงือกสูญพันธุ์วุ้ย?" แน่นอนว่าอาจเป็นคนเมืองบ้าง เป็นกะเหรี่ยงบ้าง แต่คงไม่ใช่กะเหรี่ยงทุกคน พันคนอาจมีเพียงหนึ่งที่ล่านกเงือก การล่าอาจเกิดเพราะยากจน จำเป็นต้องจับลูกนกไปขาย หรืออาจต้องถางป่าเพราะไม่มีที่ทำกิน หรือสาเหตุอื่นอีกร้อยแปดพันประการ แต่ไงๆ นกเงือกก็สูญพันธุ์ จะบอกว่าชั้นยากจนน่ะนายจ๋า ชั้นความรู้น้อยไม่เข้าใจในความสำคัญของนกเงือกหรือสัตว์ป่าพืชพรรณ กว่าจะรอชาวบ้านพอมีพอกิน (แค่ไหนคือพอมีพอกิน?) หรือมีความเข้าใจกันถ้วนทั่วทุกคน สัตว์ป่าไม่หมดเหี้ยนไปแล้วเหรอ
ในความคิดของผม ทุกอย่างต้องมีกรอบ แหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งอาจมีการจัดการร่วมกันระหว่างชาวบ้านและภาครัฐ แต่บางแห่งภาครัฐต้องรับผิดชอบบ้าง ไม่ใช่โยนภาระไปให้ชาวบ้านเสียทั้งหมด การแบ่งว่าแห่งไหนภาครัฐดูแล แห่งไหนชาวบ้านและรัฐร่วมกันดูแล อาจใช้กฎเกณฑ์บางประการ เช่น กฎหมาย สถานที่ตั้ง ฯลฯ
เริ่มจากกฎหมายเป็นอันดับแรก พื้นที่หลายแห่งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ชื่อก็บอกแล้วว่ามีไว้ทำไม? จุดประสงค์ของการจัดตั้งไม่เหมือนอุทยานฯ ไม่ได้หวังผลในด้านการท่องเที่ยวเป็นหลัก พื้นที่เหล่านี้จึงควรกันออกไปให้ชัดเจน จะให้เที่ยวก็ต้องได้รับการควบคุมอย่างดี (มากๆๆ) เนื่องจากเป็นพื้นที่บอบบาง พังไปแล้วจะมีผลกระทบในเรื่องอื่นๆ อีกเยอะ สำหรับบางพื้นที่ซึ่งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แต่ดันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังไปแล้ว ก็ควรจะหาทางปรับเปลี่ยนให้อยู่ในกฎหมายที่เหมาะสม งานนี้คงต้องยกตัวอย่างสักหน่อย
น้ำตกทีลอซู ตัวอย่างนี้เห็นชัดแจ๋ว ใครก็รู้ว่าเป็นน้ำตกเจ๋งสุดของไทย ทุกคนใฝ่ฝันว่าจะไปสักครั้ง แต่ทีลอซูอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ข้อกำหนดและกฎระเบียบไม่เอื้ออำนวยต่อการท่องเที่ยว ทำให้เกิดปัญหาตามมา เช่น ระเบียบของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าไม่อนุญาตให้เก็บค่าธรรมเนียมเหมือนค่าธรรมเนียมอุทยานฯ แต่ดันมีคนไปเที่ยวเยอะแยะ งบประมาณและกำลังเจ้าหน้าที่ก็ต้องหันมาอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวเหล่านี้ เงินและคนที่มีอยู่จำกัด ควรจะเอาไว้ใช้รักษาป่า ก็ต้องกลายเป็นเงินสร้างห้องน้ำหรือพนักงานดูแลนักเที่ยว ใครจะบอกว่าการไปเที่ยวทีลอซูเป็นการเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ผมเถียงขาดใจ จะเป็นเชิงอนุรักษ์ไปได้ไง? ในเมื่อเงินหรือกำลังของเจ้าหน้าที่ ที่ควรจะไปใช้อนุรักษ์ กลับต้องมาใช้ดูแลพวกเรา (ก็อย่าดูแล แหม...โดนลุยเละสิครับ)
นอกจากทีลอซู ยังมีแหล่งท่องเที่ยวในเมืองไทยอีกหลายแห่ง ที่อยู่ในสภาพอีหลักอีเหลื่อเช่นนี้ ครั้นจะลบทิ้งไม่ให้เป็นที่ท่องเที่ยว คงสายเกินไปใครจะกล้าทำ งั้นลองอีกทางดีมั้ยครับ เราอาจกำหนดว่าแหล่งเที่ยวเหล่านี้เป็นพื้นที่พิเศษ มีการแก้ระเบียบของเขตรักษาพันธุ์ฯ ให้เอื้ออำนวยในการเก็บค่าธรรมเนียมในการใช้ทรัพยากรได้ หรือไม่งั้นก็ปรับเปลี่ยนให้พื้นที่ท่องเที่ยวกลายเป็นอุทยานฯ แน่นอนว่าทั้งสองวิธีคงไม่ง่ายดีดนิ้วเป๊าะเดียวสำเร็จ คงต้องใช้เวลานานเป็นปีหรือหลายปี ระหว่างนี้ททท.อาจจัดงบอุดหนุนพิเศษเข้าไปช่วย มิใช่ปล่อยให้การท่องเที่ยวกลายเป็นตัวถ่วงของการอนุรักษ์
อีกกฎเกณฑ์หนึ่งที่เราอาจนำมาใช้ในการกำหนดเขตแหล่งเที่ยวได้ คือสถานที่ตั้ง อุทยานฯหลายแห่งอยู่ห่างไกล ไม่มีคนในพื้นที่ เช่น สิมิลัน สุรินทร์ เกาะรอก ฯลฯ อาจกำหนดให้เป็นแหล่งเที่ยวพิเศษให้ภาครัฐดูแล มีการจัดสรรงบประมาณให้พอเพียง เพราะถือเป็นเขตที่ตัวอย่าง เนื่องจากไม่มีปัญหาของชาวบ้านในพื้นที่ ไม่ใช่แถวนี้ไม่มีชาวบ้าน ก็เลยไม่ได้งบประมาณ หรืองบประมาณไปลงกับชาวบ้านหมด ทั้งที่ชาวบ้านไม่ได้เกี่ยวอะไรกับแหล่งเที่ยว เอาไปสร้างโน่นสร้างนี่ในบ้านตนเอง ไม่ได้นำมาใช้ส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่นั้นอย่างถูกวิธี
ว้า...นี่ขนาดอารัมภบท ยังไม่ได้เจาะลึกลงรายละเอียดเลย หน้ากระดาษก็หมดเสียแล้ว ไม่ได้เขียนบทความเชิงวิจารณ์อย่างนี้นานๆ ค่อนข้างพล่ามน้ำเยอะ แต่เรื่องนี้ยังไงก็จะเขียนต่อ แล้วจะเขียนให้ละเอียดด้วยล่ะ เพราะผมติดค้างในใจมานาน ค่อยๆ ตามอ่านกันไป คิดเห็นอย่างไรบอกกันได้
สัปดาห์หน้าผมจะพาเราไปดูรายละเอียดเรื่ององค์ประกอบและนโยบายหลักของททท.ในด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เชื่อว่าคงมีอะไรสนุกๆ มาเล่าสู่กันฟังค่ะ




นักวิจัย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล รับ 2 รางวัลใหญ่ระดับโลก Chevron Conservation Award และ Rolex Award for Enterprise จากผลงานอนุรักษ์นกเงือกที่อาศัยในพื้นที่ป่าของประเทศไทย
ศ.ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นระดับนานาชาติ 2 รางวัล คือรางวัล Chevron Conservation Award ประจำปี 2549 ซึ่งเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้ และรางวัล Rolex Award for Enterprise จากผลงานอนุรักษ์นกเงือก ซึ่งทุ่มเทเวลากว่า 30 ปี ในการสงวนรักษาสายพันธุ์นกเงือกในประเทศไทย จนได้รับขนานนามว่าเป็น มารดาแห่งนกเงือก โดยครั้งนี้ได้รับรางวัลเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 4.3 ล้านบาท และนาฬิกาโรเล็กซ์รุ่นพิเศษ
ทั้งนี้ ศ.ดร.พิไล ใช้เวลา 28 ปี นับตั้งแต่ปี 2521 ในการฟื้นฟูรังนกเงือกบนต้นไม้ รณรงค์ให้พรานหยุดล่านกเงือกแล้วหันมาเป็นนักอนุรักษ์ที่อุทยานแห่งชาติบูโด สุไหงปาดี จ.นราธิวาส สนับสนุนการจัดค่ายธรรมชาติเรารักนกเงือก ทั้งนี้ ในเอเชียมีสายพันธุ์นกเงือก 31 ชนิด พบในประเทศไทย 13 ชนิด มี 2-3 สายพันธุ์จัดเป็นสัตว์สงวนใกล้สูญพันธุ์ สำหรับคุณสมบัติของนกเงือกช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์ไม้ป่าและควบคุมระบบนิเวศน์ในพื้นที่ป่า แต่สิ่งที่จะทำให้นกสูญพันธุ์ คือ มีคนไปล่าและมีการตัดไม้ทำลายป่า โดยเฉพาะต้นตะเคียนขนาดใหญ่ที่นกเงือกชอบทำโพรงรัง
ศ.ดร.พิไล เป็นผู้ซึ่งทุ่มเททำงานด้านอนุรักษ์นกเงือกในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผืนป่าที่อยู่อาศัยและกิจกรรมกับคนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิตของนกเงือก และได้ก่อตั้งมูลนิธินกเงือก เพื่อสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยพันธุ์นกเงือก ผลงานวิจัยและการทำงานดังกล่าวสามารถช่วยบรรเทาอัตราการลดลงของจำนวนนกเงือกในพื้นที่ได้ และยังเป็นพื้นฐานสำหรับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์


เกณฑ์การคัดเลือกผลงานของบุคคลหน่วยงาน และโครงการครั้งนี้ เอนกสิทธิประศาสน์ ประธานอนุกรรมการคัดเลือกและเผยแพร่ผลงานดีเด่นของชาติ กล่าวว่า การคัดเลือกผู้ที่เข้ารับรางวัลเหล่านี้ จะต้องเป็นผลงานดีเด่นที่กระทำมาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง จนเห็นผลอย่างแน่นอน และจะต้องเป็นผลงานของคนไทยที่สร้างความภาคภูมิใจในระดับชาติ และเป็นที่ยอมรับในส่วนรวมด้วย

"ผลงานของบุคคล หน่วยงาน และโครงการที่เราจะพิจารณาจะต้องทำมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และผลงานยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องไปถึงอนาคตจนเห็นผลอย่างแน่นอน นอกจากนี้บุคคลเจ้าของผลงานที่ส่งเข้ารับการคัดเลือก จะต้องเป็นคนที่มีความประพฤติดี มีคุณธรรม และจริยธรรม มีแนวทาง อุดมการณ์ในการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม เรียกว่าสมควรที่จะเป็นปูชนียบุคคล หรือเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สังคมต่อไป" ประธานอนุกรรมการคัดเลือกและเผยแพร่ผลงานดีเด่นของชาติ กล่าว

สำหรับผลงานที่ผ่านการคัดเลือกในปีนี้มีจำนวน12 ราย คือ สาขาพัฒนาสังคมประเภทบุคคลคือ ศ.เกียรติคุณแสง จันทร์งาม ประเภทหน่วยงาน คือ มูลนิธิตาเฮอร์สยามวาลาเพื่อการศึกษา สาขาพัฒนาเศรษฐกิจ ประเภทหน่วยงาน คือ บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกไทยแม่ประนอม จำกัด ประเภทโครงการ คือ โครงการพิธีวิวาห์ใต้สมุทร สาขาอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประเภทบุคคล คือ ศ.ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ ประเภทหน่วยงาน คือ สำนักงานหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประเภทบุคคล คือ ศ.คลินิก นพ.สมชาย ศรียศชาติ ประเภทหน่วยงาน คือ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ประเภทโครงการ โครงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต้นแบบรวดเร็วทางการแพทย์ และ สาขาเผยแพร่เกียรติภูมิของไทยประเภทบุคคลคือ ศ.พิเศษ ดร.ประคอง นิมมานเหมินท์ ประเภทหน่วยงาน คือ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย ประเภทโครงการ โครงการศาลาเฉลิมกรุง...สืบสานความเป็นไทย

ศ.ดร.พิไลอาจารย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับคัดเลือกให้รับรางวัล บุคคลดีเด่นของชาติ สาขาอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเป็นผู้ที่มีผลงานวิจัยหลากหลายเกี่ยวกับพันธุ์ไม้ สัตว์ และนกขนาดใหญ่ในป่า ตลอดจนผลกระทบต่อระบบนิเวศของป่า โดยเฉพาะที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี แต่ผลงานที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย และนำมาใช้อ้างอิงทั่วไป คือ การศึกษาวิจัยชีววิทยาและนิเวศวิทยาของนกเงือก

นกเงือก 12 ชนิดที่พบในประเทศไทย
นกเงือกสีน้ำตาล ( Brown Hornbill Ptilolaemus tickelli )เป็นนกเงือกที่มีขนาดใกล้เคียงกับนกแก๊ก จงอยปากสีขาวงาช้าง มีโหนกเป็นสันเล็กๆ ตัวผู้มีสีด้านบนของลำตัว หัว และท้ายทอย เป็นสีน้ำตาล ด้านใต้ลำตัวสีน้ำตาลแดง ปลายปีกมีสีขาว คางคอ และด้านข้างของคอมีสีขาว ปลายขนหางมีสีขาวยกเว้นขนหางสองเส้นตรงกลางซึ่งมีสีน้ำตาลตลอด ตัวเมียมีด้านบนลำตัวน้ำตาลเข้ม เช่นเดียวกับหัว ส่วนด้านใต้ลำตัวมีสีน้ำตาลเทาออกคล้ำกว่าตัวผู้ นกเงือกสีน้ำตาลชอบกินผลไม้ได้แก่ผลไทร ตาเสือ ยางโดน พิพวน หว้า ส้มโมง แต่เวลาเลี้ยงลูกจะป้อนอาหารพวกสัตว์เล็กๆ เช่น จิ้งเหลน กิ้งก่า กิ้งกือ ตะขาบ และแมลงที่ชอบมากได้แก่ จั่กจั่น มากกว่านกเงือกชนิดอื่น คือประมาณ 40% ของปริมาณอาหารทั้งหมด และที่แปลกอีกอย่างหนึ่งคือในฤดูทำรังจะมีตัวผู้ที่ไม่ได้จับคู่ในฤดูผสมพันธ์นั้นมาช่วยเป็นพ่อเลี้ยง ( co-operative breeding ) เมื่อเวลาเข้าป้อนบรรดาพ่อเลี้ยง ทั้งหลายจะเรียงแถวกันคอยเข้าป้อนเป็นลำดับ เป็นภาพที่น่าดูมาก พ่อเลี้ยงเหล่านี้เชื่อว่าเป็นลูกของนกคู่ผัว-เมีย นอกฤดูผสมพันธ์นกเงือกสีน้ำตาลจะอยู่เป็นฝูงเล็กๆ 8-10 ตัว หรือมากกว่า เป็นนกที่ชอบร้องเอะอะโวยวายเหมือนนกแก๊ก แต่เสียงกรี๊ดมากกว่า เสียงร้องของนกเงือกสีน้ำตาลมีหลายเสียงเช่น แจ๊วๆๆ กรี๊ดๆๆ ต๊อดๆๆ
นกเงือกสีน้ำตาลพบได้ทั้งป่าดิบและป่าชื้นหรือแม้แต่ป่าเต็งรังแถบทางเหนือเรื่อยลงมาถึงบริเวณป่าจังหวัดชุมพร นกเงือกสีน้ำตาลที่พบบริเวณเขาใหญ่และทางตะวันตกจะมีลักษณะต่างกันบ้างเล็กน้อย โดยที่นกเงือกสีน้ำตาลที่พบทางป่าตะวันตกนั้นตัวเมียมีปากสีดำ แต่ที่เขาใหญ่ตัวเมียปากสีเดียวกับตัวผู้
นกเงือกปากดำ หรือ กาเขา ( Bushy-crested Hornbill Anorrhinus galeritus )ขนาดใกล้เคียงกับนกแก๊ก ปากสีดำ ตัวเมียมีปากสีเหลืองแซม โหนกเล็กแต่หนาหนังรอบตาสีฟ้าอ่อนขนส่วนใหญ่สีดำเหลือบสะท้อนแสง ปีกและด้านบนของลำตัว หน้าอกและท้องมีสีน้ำตาลดำหางส่วนล่างสองในสามมีสีน้ำตาลเทา นกเงือกปากดำหากินและนอนเป็น ฝูงเล็กๆ ในป่าทึบ บริเวณเรือนยอดระดับต่ำของป่า เป็นนำขี้อายชอบกินผลไม้และกินสัตว์ตัวเล็กๆ ชอบส่งเสียงเอะอะคล้ายนกเงือกสีน้ำตาล การทำรังเลี้ยงลูกจะคล้ายกับนกเงือกสีน้ำตาลคือ นอกจากพ่อนกมาเลี้ยงลูกแล้วยังมีผู้ช่วยซึ่งประกอบด้วยนกเงือกปากดำทั้งสองเพศและทุกวัย
นกกก นกกาฮัง นกกาวะ ( Great Hornbill Buceros bicornis )ตัวเต็มวัย เป็นนกเงือกมีขนาดใหญ่มาก หน้า คาง คอ และส่วนใต้โหนกมีสีดำ คอขาว ปีกมีสีดำ แถบขาว และปลายขนปีกมีสีขาว หางสีขาวมีแถบดำพาดค่อนทางปลายหาง ส่วนคอและจงอยปากมักมีสีเหลืองเจือส้ม สีเหลืองบนโหนกและจงอยปากรวมทั้งบริเวณ หัว และปีก มาจากสีของน้ำมันจากต่อมโคนหางที่นกทาเอง ตัวผู้มีสีดำแต้มเป็นแถบระหว่างโหนกด้านหน้ากับจงอยปาก ม่านตาสีแดง ตัวเมียโหนกและปากไม่มีสีดำแต้ม ม่านตาสีขาว ตัววัยรุ่นทีมีโหนกขนาดเล็กส่วนหน้าแบน นกกกหากินตามเรือนยอดของต้นไม้ บางทีก็ลงมาพื้นดิน ชอบผลไม้ป่าต่างๆ โดยเฉพาะลูกไทร นอกจากนั้นยังกินงู หนู นก และแมลง ตัวเมียกกไข่ในโพรงจนลูกฟักออกจากไข่แล้วตัวเมียจะกระเทาะปากโพรงออกมาช่วยเลี้ยงลูกเมื่อลูกนกอายุราว 1-1.5 เดือน ลูกนกจะปิดปากโพรงเสียใหม่ นกกกเลี้ยงลูกตัวเดียวเท่านั้น นกกกจะจับคู่คู่เดิมตลอดชีวิต เสียงร้อง กก กก กก กาฮังๆ ๆ หรือ กะว่ะๆ ๆ จนเป็นที่มาของชื่อนกกกพบอยู่ในป่าดิบชื้น หรือป่าดิบแล้ง ส่วนใหญ่ชอบอยู่ป่าที่ราบต่ำกว่า 1000 เมตร แต่ก็อาจพบตามภูเขาสูงถึง 2000 เมตร เช่นทางภาคเหนือของไทย แต่ปัจจุบันนกกกสูญพันธ์ไปแล้วจากภาคเหนือเพราะถูกล่าและทีอยู่อาศัยถูกโค่นถางเพื่อการทำไร่เลื่อนลอย
นกแก๊กหรือนกแกง ( Orietal Pied Hornbill Anthracoceros albirostris )มีขนาดราว 70 cm มีโหนกขนาดใหญ่เป็นรูปทรงกระบอกทอดตามความยาวของปาก คอและลำตัวสีดำปลอด มีขอบตาสีฟ้าซีดๆ ท้องสีขาว ปลายขนปีกจะมีสีขาวขนหางคู่กลาง ส่วนที่เหลือจะมีส่วนปลายหนึ่งในสีเป็นสีขาว ชนิดพันธุ์ย่อย (พันธุ์มลายู ) ขนหางสีดำขนาบด้วยสีขาวด้านข้างบางตัวมากบางตัวน้อยไม่แน่นอน ตัวผู้มีจงอยปากและโหนกสีขาวงาช้างและสีดำแต้มด้านหน้าของโหนก ตัวเมียมีโหนกเล็กกว่าและมีสีดำแต้มเปรอะทั้งโหนกและปากจมูกมอม ตัววัยรุ่น คล้ายตัวเต็มวัยแต่มีโหนกเล็กกว่าสีบริเวณปากจะค่อยๆ ปรากฏชัดเจนขึ้น
นกแก๊กชอบกินผลไม้หากินตามพื้นจับสัตว์เล็กๆ เช่น งู กิ้งก่า มีรายงานว่ากินทั้งปลา ปู หอย ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็ก 8-10 ตัว ชอบคลุกฝุ่น เวลาบินจะมีผู้นำแล้วบินตามกันเป็นแถว ชอบส่งเสียงคุยกันลั่น จัดเป็นนกช่างคุยมากชนิดหนึ่ง เสียงร้องแก๊ก แก๊ก แก๊ก ตามชื่อที่อยู่อาศัย มักพบตามป่าเต็งรัง ชายป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้นหรือป่าเบญจพรรณ
นกเงือกกรามช้างหรือนกกู๋กี๋ ( Wreathed Hornbill Rhyticeros undularus )ตัวเต็มวัย มีขนาดเล็กกว่านกกกเล็กน้อย โหนกแบนลอนหยัก จำนวนลอนแล้วแต่อายุของนกจำนวนลอนบ่งบอกถึงอายุของนก คืออายุ 1 ปี มี 1 ลอน และที่เคยพบจำนวนลอนมากที่สุดคือ 10 ลอนตัวและปีกสีดำ หางขาวปลอด ปากด้านข้างมีรอยหยัก ตัวผู้มีส่วนท้ายทอยสีน้ำตาลเข้ม หน้า ขมับและคอขาว ถุงใต้คอสีเหลืองมีขีดดำ ตัวเมียมีสีดำตลอดตัวยกเว้นหางขาวปลอด ถุงใต้คอสีฟ้า ตัววัยรุ่นเหมือนตัวเต็มวัย แต่ปากด้านข้างมีรอยหยักน้อยหรือเกือบไม่มีเลย ลูกนกตอนแรกมีสีขนเหมือนตัวผู้จำนวนของลอนที่โหนกไม่เกิน 3 อัน ถุงใต้คอสีเหลืองมีรอยสีดำเป็นขีดจางๆ นกกู๋กี๋ชอบกินผลไม้เป็นส่วนใหญ่เป็นนกที่บินได้ไกลมาก หากินได้ทั่วป่าจนได้ชื่อว่าเป็นยิปซีแห่งพงไพร นอกฤดูผสมพันธุ์ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ ที่เขาใหญ่เคยนับได้ถึงกว่าพันตัว เสียงร้อง เอก เอิ๊ก เอิก เอิ๊ก
นกกู๋กี๋ชอบอาศัยอยู่ตามป่าดงดิบ และป่าผสมผลั

นกเงือกหัวหงอก (Hornbill)ตัวเต็ม วัยมีขนสีขาวที่หัวฟูคล้ายหงอน เวลาบินจะเห็นหางสีขาวชัดเจน ขนปีกสีดำมีปลายปีกสีขาว ปากและโหนก ซึ่งมีขนาดเล็กมีสีดำ ตัวผู้มีขนที่คอสีขาวท้องขาว ตัวเมียส่วนนี้จะมีสีดำ ตัววัยรุ่นขนที่ตัวสีน้ำตาล หางดำปลายขาว ขนคลุมปีกปลายขาว อยู่รวมกันเป็นฝูง 4-6 ตัว บางครั้งมากถึง 20 ตัว หากินบริเวณใต้เรือนยอดของต้นไม้ หรือที่ระดับเหนือผิวดินเล็กน้อย ชอบกินทั้งผลไม้และสัตว์อื่นๆ เช่น กิ้งก่า ชอบกินเนื้อมากเมื่อเทียบกับนกเงือกชนิดอื่น เป็นนกที่บินเงียบมาก เมื่อทำรังตัวผู้จะมีผู้ช่วยทั้งตัวผู้และตัวเมียเช่นเดียวกับนกกาเขา เสียงร้องอุ๊ ชอบอยู่ในป่าต่ำจนถึงป่าดิบที่สูงระดับ 1677 เมตร ส่วนใน
นกเงือกปากย่น ( Wrinkled Hornbill Rhyticeros corrugatus) หญ่พบที่ระดับความสูง 120-820 เมตรมีขนาดใกล้เคียงกับนกแก๊ก ขนหางส่วนปลาย 2/3 มีสีขาว ตัวผู้ ตัวสีดำ บริเวณหัวและคอสีขาวต่างจากนกกู๋กี๋และนกเงือกกรามช้างปากเรียบ ตรงที่มีขนาดเล็กกว่า มีกระหม่อมสีดำ ถุงใต้คอสีขาวหรือฟ้าซีด ๆ มีโหนกใหญ่สีแดง จงอยปากล่างมีรอยย่นสีเหลืองส่วนโคนสีแดงเรื่อ ตัวเมียสีดำ ถุงใต้คอสีน้ำเงินแกมเขียวหรือสีน้ำเงิน หนังรอบตาสีน้ำเงิน ซึ่งแยกได้ง่ายจากตัวเมียของนกกู๋กี๋ ซึ่งมีหนังส่วนนี้สีแดงชมพู ชอบหากินระดับเรือนยอดไม้พบอยู่โดดเดียวหรือเป็นฝูงเล็กๆ อาจพบมากถึง 20 ตัว ชีวิตของนกเงือกชนิดนี้รู้จักกันน้อยมาก ชอบอาศัยตามป่าต่ำชายฝั่งทะเล ซึ่งถูกบุกรุกทำลายมาก เห็นทีจะสูญพันธุ์ก่อนที่เราจะรู้จักชีวิตของนกเงือกปากย่นนี้
นกเงือกคอแดง ( Rufous-necked Hornbill Aceros nipalensis )ตัวเต็มวัย มีขนาดเล็กกว่านกกู๋กี๋เล็กน้อย ทั้งสองเพศมีลักษณะต่างกัน ตัวผู้ หัว คอ และหน้าอกส่วนบนมีสีสนิมเหล็ก หลังและปีกสีดำเหลือบเขียว ปลายขนปีกสีขาว หางยาวดำมีสีขาวครึ่งปลาย ม่านตาแดง หนังตาสีฟ้าอมเขียวสดใส ถุงใต้คอสีแดงสดอมส้ม ถุงใต้คอบริเวณโคนจงอยล่างสีน้ำเงินม่วงปากสีเหลืองงาช้าง ไม่มีโหนก จงอยปากด้านข้างบนมีขีดเป็นร่องสีดำ อาจมีมากถึง 8 อัน ตัวเมียมีขนาดเล็กกว่าตัวผู้ ขนข้างตัวและคอสีดำล้วน ถุงใต้คอสีเดียวกับตัวผู้ ตัววัยรุ่นคล้ายตัวเต็มวัยทั้งสองเพศ ยกเว้นตอนตัวเมียวัยรุ่นจะมีสีดำ แต่ตอนเด็กจะมีสีขนสนิมเหล็กคล้ายตัวเต็มวัยตัวผู้ ในปีแรกจงอยปากเล็ก
อุปนิสัยชอบกินผลไม้ หากินระดับเรือนยอดไม้บางทีก็ลงมาเก็บผลไม้ที่ร่วงบนดิน เวลาอยู่บนพื้นดินจะกระโดดไปมา นอกฤดูผสมพันธุ์ชอบอยู่เป็นคู่หรือฝูงเล็ก ๆ 4-5 ตัว หรืออาจพบถึง 150ตัว เสียงร้องคล้ายเสียงเห่าของสุนัข อาศัยอยู่ในป่าดงดิบเขาที่ระดับความสูง 800-2000 เมตรเหนือน้ำทะเล

นกเงือกหัวแรด ( Rhinoceros Hornbill Buceros rhinoceros ) ตัวเต็มวัย ทั้ง 2 เพศมีลักษณะต่างกันเล็กน้อย ตัวผู้ใหญ่กว่าตัวเมีย ลักษณะทั่วไปคล้ายนกกกขนที่ตัวสีดำ ไม่มีแถบของที่ปลายปีก ท้องสีขาว หางสีขาวมีแถบดำพาดกลางจงอยปากมีสีเหลือจนถึงสีงาช้าง ด้านหน้าของโหนกโค้งขึ้น ตัวผู้ม่านตาสีแดง ตัวเมียม่านตาสีขาว ตัววัยรุ่นโหนกด้านหน้าจะตรงไม่โค้งขึ้นอย่างตัวเต็มวัย
กินทั้งพืชและสัตว์ แต่ชอบผลไม้มากกว่า บินมีเสียงดังมากอย่างกับรถจักรไอน้ำ เสียงร้องดังและคล้ายนกกก อาศัยเรือนยอดของต้นไม้ในป่าต่ำ จนถึงป่าดิบเขาที่มีระดับความสูง 1220 เมตร

นกเงือกกรามช้างปากเรียบ ( Plain-pouched Hornbill Rhyticeros subruficollis )นกเงือกชนิดนี้แยกจากนกกู๋กี๋ได้ยาก นอกจากจะมีขนาดเล็กกว่าและไม่มีขีดที่ด้านข้างของปากและ ถุงใต้คอเท่านั้นทั้ง 2 เพศมีหางสีขาว ตัวผู้หน้าและคอมีสีขาว กระหม่อมสีน้ำตาลแดง ถุงใต้คอสีเหลือง ตัวเมียสีดำทั้งหัวคอและตัว ถุงใต้คอสีฟ้า ปกติรวมอยู่เป็นฝูงๆ ละ 6-20 ตัว หรือมีจำนวนมากกว่านี้ ชอบกินผลไม้ แต่บางครั้งก็พบกินสัตว์เช่นหอยทาก บินเก่งสามารถบินหากินได้เป็นระยะทางไกล ๆ ร้องเสียงคล้ายเสียงเห่า แหบๆ สั้น ๆ อาศัยอยู่ในป่าดิบที่สูงประมาณ 900 เมตร จากระดับน้ำทะเล
นกชนหิน (Helmeted Hornbill Rhinoplax vogil) ตัวเต็มวัย เป็นนกเงือกชนิดเดียวที่มีโหนกแข็งทึบคล้ายงาช้างและมีขนตรงกลางหางยาวออกมาถึง 50 ซม. 2 เส้น ซึ่งมีแถบดำใกล้ๆ ปลายหางด้วย ขนสีน้ำตาลดำ ท้องขาว หางขาวมีแถบดำพาดขวางและแถบขาวที่ขอบปีก ปากสั้นแข็งสีแดงคล้ำปลายสีเหลือง ตัวผู้บริเวณคอที่ไม่มีขนสีแดงคล้ำ ตัวเมียจะมีสีน้ำเงินอ่อนจนถึงสีน้ำเงิน ตัววัยรุ่น ตัวผู้บริเวณคอที่ไม่มีขนสีแดงเรื่อ ตัวเมียขนส่วนนี้สีม่วงนอกจากนี้บนจงอยปากจะมีขนาดเล็กกว่า และขนหางไม่เจริญเต็มที่ ปกติหากินระดับยอดไม้ กินผลไม้เป็นส่วนใหญ่ เช่น ลูกไทรบางครั้งพบว่ากินสัตว์อื่น เช่น กิ้งก่า กระรอก และนกด้วย
ตัวผู้จะร้องติดกันดังตุ๊ก..ตุ๊ก ทอดเป็นจังหวะ ร้องติดกันยาว เสียงร้องกระชั้นขึ้นเป็นลำดับ เมื่อสุดเสียงจะคล้ายเสียงหัวเราะ ประมาณ 4-5 ครั้ง เมื่อตกใจจะแผดเสียงสูงคล้ายเสียงแตร
นกเงือกดำ ( Black Hornbill Anthracoceros malayanus )ป็นนกที่ชอบป่าที่ราบต่ำ ซึ่งเป็นที่ถูกบุกรุก แผ้วถางง่าย จึงลดจำนวนลงไปอย่างรวดเร็วจนอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ ตัวเต็มวัยขนาดใหญ่กว่านกแก๊กเล็กน้อย ขนดำหมดยกเว้นปลายหางด้านนอกขาวโหนกมีขนาดใหญ่ ตัวผู้จงอยปากสีออกขาว ม่านตาสีน้ำตาลจนถึงสีน้ำตาลแดงหนังรอบตาสีดำ อาจมีสีเหลืองแต้มที่หนังใต้ตา ตัวเมียจงอยปากสีค่อนข้างดำ ม่านตาสีส้ม แผ่นหนังรอบตามีสีขาว และสีชมพูคล้ำ ชอบอยู่เป็นฝูงเล็กๆ ชอบกินทั้งพืชและสัตว์ พบบริเวณป่าที่ราบต่ำ โดยเฉพาะใกล้แหล่งน้ำบางครั้งพบในบริเวณที่โล่ง

ท่องเที่ยวสุดฮิต: อัมพวา  เขาค้อ  พัทยา เชียงคาน ปาย หัวหิน

 
ความเห็นที่ 1 โพสเมื่อ : 25 เม.ย. 51 : 14:31 น.  โดย : เด็กหลงทาง  

ใช่พี่แนน กรม อุทยานฯ ปะคับ

ท่องเที่ยวสุดฮิต: อัมพวา  เขาค้อ  พัทยา เชียงคาน ปาย หัวหิน

 
ความเห็นที่ 2 โพสเมื่อ : 20 พ.ค. 51 : 03:16 น.  โดย : ไทยทัวร์  

ไม่ใช่ครับ คนละแนน

ท่องเที่ยวสุดฮิต: อัมพวา  เขาค้อ  พัทยา เชียงคาน ปาย หัวหิน

 
ความเห็นที่ 3 โพสเมื่อ : 1 พ.ค. 52 : 16:52 น.  โดย : peloy  

นกเงือกจะสูญพันธ์ถ้าเราไม่ช่วยกันดูแล

ท่องเที่ยวสุดฮิต: อัมพวา  เขาค้อ  พัทยา เชียงคาน ปาย หัวหิน

 
ความเห็นที่ 4 โพสเมื่อ : 3 พ.ค. 52 : 11:30 น.  โดย : Johnny Bee  

ใช่ ธรรมชาติก็มีชีวิต ถ้าไม่รักษาก็อย่าทำลาย

ท่องเที่ยวสุดฮิต: อัมพวา  เขาค้อ  พัทยา เชียงคาน ปาย หัวหิน

 
ความเห็นที่ 5 โพสเมื่อ : 22 ก.ค. 52 : 20:25 น.  โดย : ป่าน  

น่ารักจังเลยอ่ะ

ท่องเที่ยวสุดฮิต: อัมพวา  เขาค้อ  พัทยา เชียงคาน ปาย หัวหิน

 
ความเห็นที่ 6 โพสเมื่อ : 29 พ.ย. 52 : 14:20 น.  โดย : กส  


ดี
ฟีงาเส

ท่องเที่ยวสุดฮิต: อัมพวา  เขาค้อ  พัทยา เชียงคาน ปาย หัวหิน

 

[1]  

แสดงความคิดเห็น
Detail :

Picture :
Name :
Code :
*กรุณาใส่ Code ตามรูปด้านบน


 
ท่องเที่ยว