|
๏ ถึงหย่อมย่านบ้านระกาดต้องลงถ่อ |
ค่อยลอยรอเรียงลำตามน้ำไหล |
|
จนล่วงเข้าหัวป่าพนาลัย |
ล้วนเงาไม้มืดคล้ำในลำคลอง |
|
ระวังตัวกลัวตอตะเคียนขวาง |
เป็นเยี่ยงอย่างผู้เฒ่าเล่าสนอง |
|
ว่าผีสางสิงนางตะเคียนคะนอง |
ใครถูกต้องแตกตายลงหลายลำ |
|
พอบอกกันยังมิทันจะขาดปาก |
เห็นเรือจากแจวตรงหลงถลำ |
|
กระทบผางตอนางตะเคียนดำ |
ก็โคลงคว่ำล่มลงในคงคา |
|
พวกเรือพี่สี่คนขนสยอง |
ก็เลยล่องหลีกทางไปข้างขวา |
|
พ้นระวางนางรุกขฉายา |
ต่างระอาเห็นฤทธิ์ประสิทธิ์จริง |
|
ขอนางไม้ไพรพฤกษ์เทพารักษ์ |
ขอฝากภัคนีน้อยแม่น้องหญิง |
|
ใครสามารถชาติชายจะหมายชิง |
ให้ตายกลิ้งลงเหมือนตอที่ตำเรือ |
|
จนล่วงล่องมาถึงคลองที่คับแคบ |
ไม่อาจแอบชิดฝั่งระวังเสือ |
|
ด้วยครึ้มครึกพฤกษาลัดดาเครือ |
ค่อยรอเรือเรียงล่องมานองเนือง |
|
ลำพูรายพรายพร้อยหิ่งห้อยจับ |
สว่างวับแวววามอร่ามเหลือง |
|
เสมอเม็ดเพชรรัตน์จำรัสเรือง |
ค่อยประเทืองทุกข์ทัศนาชม |
|
ถึงบางสมัครเหมือนพี่รักสมัครมาด |
มาแคล้วคลาดมิได้อยู่กับคู่สม |
|
ถึงยามนอนนอนเดียวเปลี่ยวอารมณ์ |
จะแลชมอื่นอื่นไม่ชื่นใจ |
|
แสนกันดารบ้านเมืองไม่แลเห็น |
ยะเยือกเย็นหย่อมหญ้าพฤกษาไสว |
|
โอ้คลองเปลี่ยวพี่ก็เปล่าเศร้าฤทัย |
จะถึงไหนก็ไม่แจ้งแห่งสำคัญ |
|
ประจวบจนถึงตำบลบ้านมะพร้าว |
พอฟ้าขาวขอบไพรเสียงไก่ขัน |
|
เป็นที่กุมภาพาลชาญฉกรรจ์ |
ให้หวาดหวั่นรีบมาในสาชล |
|
ถึงบางวัวเห็นแต่ศาลตระหง่านง้ำ |
ละอองน้ำค้างย้อยเป็นฝอยฝน |
|
ดาวเดือนดับลับเมฆเป็นหมอกมน |
สุริยนเยี่ยมฟ้าพนาลัย |
|
พอเรือออกนอกชะวากปากตะครอง |
ค่อยลอยล่องตามลำแม่น้ำไหล |
|
ดูกว้างขวางว้างเวิ้งวิเวกใจ |
เป็นพงไพรฝูงนกวิหคบินฯ |
|
|
|
|
๏
ถึงหย่อมย่านบ้านบางมังกงนั้น |
ดูเรียงรันเรือนเรียบชลาสินธุ์ |
|
แต่ล้วนบ้านตากปลาริมวาริน |
เหม็นแต่กลิ่นเน่าอบตลบไป |
|
เห็นศาลเจ้าเหล่าเจ๊กอยู่เซ็งแซ่ |
ปูนทะก๋งองค์แก่ข้างเพศไสย |
|
เกเลเอ๋ยเคยข้ามคงคาลัย |
ช่วยคุ้มภัยปากอ่าวเถิดเจ้านาย |
|
พอพ้นบ้านลานแลดูปากช่อง |
เห็นทิวท้องสมุทรไทน่าใจหาย |
|
แลทะเลเลี่ยนลาดล้วนหาดทราย |
ทั้งสามนายจัดแจงโจงกระเบน |
|
ไปตามช่องล่องออกไปนอกรั้ว |
เห็นเมฆมัวลมแดงดังแสงเสน |
|
สักประเดี๋ยวเหลียวดูลำพูเอน |
ยอดระเนนนาบน้ำอยู่รำไร |
|
ป่าแสมแลเห็นอยู่ริ้วริ้ว |
ให้หวิวหวิววาบวับฤทัยไหว |
|
จะหลบหลีกเข้าฝั่งก็ยังไกล |
คลื่นก็ใหญ่โยนเรือเหลือกำลัง |
|
สงสารแสงแข็งข้อจนขาสั่น |
เห็นเรือหันโกรธบ่นเอาคนหลัง |
|
น้ำจะพัดปัดตีไปสีชัง |
แล้วคุ้มคลั่งเงี่ยนยาทำตาแดง |
|
ปลอบเจ้าพุ่มพึมพำว่ากรรมแล้ว |
อุตส่าห์แจวเข้าเถิดพ่อให้ข้อแข็ง |
|
สงสารน้อยหน้าจ๋อยนั่งจัดแจง |
คิดจะแต่งตัวตายไม่พายเรือ |
|
พี่แข็งขืนฝืนภาวนานิ่ง |
แลตลิ่งไรไรยังไกลเหลือ |
|
เห็นเกินรอยบางปลาสร้อยอยู่ท้ายเรือ |
คลื่นก็เฝือฟูมฟองคะนองพราย |
|
เห็นจวนจนบนเจ้าเขาสำมุก |
จงช่วยทุกข์ถึงที่จะทำถวาย |
|
พอขาดคำน้ำขึ้นทั้งคลื่นคลาย |
ทั้งสามนายหน้าชื่นค่อยเฉื่อยมา |
|
หยุดตะพานย่านกลางบางปลาสร้อย |
พุ่มกับน้อยสรวลสันต์ต่างหรรษา |
|
นายแสงหายคลายโทโสที่โกรธา |
ชักกัญชานั่งกริ่มยิ้มละไม |
|
แล้วหุงหาอาหารสำราญรื่น |
จนเที่ยงคืนขึ้นศาลาได้อาศัย |
|
ฟังเสียงคลื่นครื้นครั่นสนั่นไป |
ดูมือในเมฆานภาภางค์ |
|
พี่เล็งแลดูกระแสสายสมุทร |
ละลิ่วสุดสายตาเห็นฟ้าขวาง |
|
เป็นฟองฟุ้งรุ่งเรืองอยู่รางราง |
กระเด็นพร่างพรายพราวราวกับพลอย |
|
เห็นคล้ายคล้ายปลาว่ายเฉวียนฉวัด |
ระลอกซัดสาดกระเซ็นขึ้นเต้นหยอย |
|
ฝูงปลาใหญ่ไล่โลดกระโดดลอย |
น้ำก็พลอยพร่างพร่างกลางคงคาฯ |
|
|
|
|
๏
แลทะเลแล้วก็ให้อาลัยนุช |
ไม่สร่างสุดโศกสิ้นถวิลหา |
|
จนอุทัยไตรตรัสจำรัสตา |
เห็นเคหาเรียงรายริมชายทะเล |
|
ดูเรือแพแต่ละลำล้วนโปะโหละ |
พวกเจ๊กจีนกินโต๊ะเสียงโหลเหล |
|
บ้างลุยเลนล้วงปูดูโซเซ |
สมคะเนใส่ข้องเที่ยวมองคอย |
|
อันนารีที่ยังสาวพวกชาวบ้าน |
ถีบกระดานถือตะกร้าเที่ยวหาหอย |
|
ดูแคล่วคล่องล่องแล่นแฉลบลอย |
เอาขาห้อยทำเป็นหางไปกลางเลน |
|
อันพวกเขาชาวประโมงไม่โหย่งหยิบ |
ล้วนตีนถีบปากกัดขัดเขมร |
|
จะได้กินข้าวเช้าก็ราวเพล |
ดูจัดเจนโลดโผนในโคลนตม |
|
จึงมั่งคั่งตั้งบ้านในการบาป |
แต่ต้องสาปเคหาให้สาสม |
|
จะปลูกเรือนก็มิได้ใส่ปั้นลม |
ใครขืนทำก็ระทมด้วยเพลิงลาม |
|
โอ้ดูเรือนเหมือนอกเราไร้คู่ |
ผู้ใดดูจึงไม่ออกเอี่ยมสนาม |
|
หรือต้องสาปบาปหลังยังติดตาม |
ผู้หญิงงามจึงไม่มีปรานีเลย |
|
จะรักใครเขาก็ไม่เมตตาตอบ |
สมประกอบได้แต่สอดกอดเขนย |
|
เอ็นดูเขาเฝ้านึกนิยมเชย |
โอ้ใจเอ๋ยจะเป็นกรรมนั้นร่ำไป |
|
พลางรำพึงถึงทางที่กลางเถื่อน |
จึงคล้อยเคลื่อนนาวาเข้าอาศัย |
|
มีมิตรชายท้ายย่านเป็นบ้านไทย |
สำนักในคูหาขุนจ่าเมืองฯ |
|
|
|
|
๏
ใครพบพักตร์เขาก็ทักว่าทรงซูบ |
จะดูรูปตัวเองก็ผอมเหลือง |
|
ซังตายชื่นฝืนฤทัยให้ประเทือง |
เที่ยวชำเลืองแลชมตลาดเรียง |
|
เป็นสองแถวแนวถนนคนสะพรั่ง |
บ้างยืนบ้างนั่งร้านประสานเสียง |
|
ดูรูปร่างนางบรรดาแม่ค้าเคียง |
เห็นเกลี้ยงเกลี้ยงกล้องแกล้งเป็นอย่างกลาง |
|
ขายหอยแครงแมงภู่กับปูม้า |
หมึกแมงดาหอยดองรองกระถาง |
|
พวกเจ๊กจีนสินค้าเอามาวาง |
มะเขือคางแพะเผือกผักกาดดอง |
|
ที่ชายผ้าหน้าถังก็เปิดโถง |
ล้วนเบี้ยโป่งหญิงชายมาจ่ายของ |
|
สักยี่สิบหยิบออกเป็นกอบกอง |
พี่เที่ยวท่องทัศนาจนสายัณห์ |
|
ดูก็งามตามประสาพนาเวศ |
ไม่นวลเนตรเหมือนหนึ่งในไอศวรรย์ |
|
แต่แรมค้างบางปลาสร้อยได้สามวัน |
ก็ชวนกันเลยลาขุนจ่าเมือง |
|
พอฟ้าขาวดาวเดือนลงเลื่อนลด |
อร่ามรถสุริยาเวหาเหลือง |
|
จากเคหาชลนาพี่นองเนือง |
ขืนประเทืองปล้ำทุกข์มาตามทาง |
|
พอพ้นบ้านลานแลล้วนทุ่งเลี่ยน |
หนทางเตียนตัดเข้าภูเขาขวาง |
|
ดูกรวดทรายพรายงามเหมือนเงินราง |
หยาดน้ำค้างข้อหลุมที่ขุมควาย |
|
ดูสีขาวราวกับน้ำตาลโตนด |
ที่หว่างโขดขอบผาศิลาฉลาย |
|
ริมทางเถื่อนเรือนเหย้ามีรายราย |
เห็นฝูงควายปล่อยเกลื่อนอยู่กลางแปลง |
|
ถึงหมองมนมีตำบลชื่อบ้านไร่ |
เขาถากไม้ทุกประเทศทุกเขตแขวง |
|
ต้องเดินเฉียงเลี่ยงลัดตัดทแยง |
ตามนายแสงนำทางไปกลางไพร |
|
กำดัดแดดแผดร้อนทุกขุมขน |
ไม่มีต้นพฤกษาจะอาศัย |
|
ล้วนละแวกแฝกคาป่ารำไร |
จนสุดไร่เลียบริมทะเลมา |
|
ตะวันคล้อยหน่อยหนึ่งถึงบางพระ |
ดูระยะบ้านนั้นก็แน่นหนา |
|
พอพบเรือนเพื่อนชายชื่อนายมา |
เขาโอภาต้อนรับให้หลับนอนฯ |